ผู้เขียนบท

ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งกว่าจะฉายออกได้นั้นต้องบอกเลยว่าบุคลากรในการทำภาพยนตร์สักเรื่องคงจะขาดตำแหน่งนี้ไม่ได้อย่างแน่นอนกับ ผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่ต้องพูดได้เลยว่า ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่จะผลิตออกมาจะต้องมีผู้เขียนบทไว้อย่างแน่นอน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ต้องบอกเลยว่าเป็นคนจะต้องรอบรู้ในทุกเรื่อง จินตนาการเป็นและที่สำคัญมีเครืองเขียนหนึ่งชิ้นและกระดาษหนึ่งแผ่นก็สามารถให้เป็นหนังภาพยนตร์อย่างแน่นอน ตำแหน่งนี้ต้องบอกเลยว่า มีหน้าที่ที่เชียนบทั้งเนื้อเรื่อง เรื่องย่อ รวมไปถึงบทพูดของรักแสดง มีนักเขียนบทหลายคนที่ทำงานเป็น สคริปต์ด็อกเตอร์ คือแก้ไขบทให้เหมาะกับตัวผู้กำกับหรือสตูดิโอ ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารสตูดิโออาจบ่นว่า แรงกระตุ้นของตัวละครไม่ชัดเจน หรือบทพูดออกไป นักเขียนบทอาจหางานจากการขายบทคร่าว ๆ (อาจจะราว 10-30 หน้า) หรือเรื่องย่อ (อาจจะราว 1-2 หน้า) หรืออาจขายบททั้งบทภาพยนตร์ แม้ว่าจะยังเขียนไม่เสร็จ แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่เกิดไม่บ่อยที่นักเขียนบทจะขายบท หนึ่งในวิธีสำคัญ คือการนำความคิดไปขายกับสตูดิโอให้สร้าง คือการใช้นักเขียนบทถูกคนให้ถูกกับโครงการ เพราะโดยมากโครงการส่วนใหญ่ที่ขายให้สตูดิโอมักจะให้นักเขียนบทของตัวเองทำเพื่อให้บทเสร็จสมบูรณ์หรือให้เขียนร่างสุดท้าย ในสหรัฐอเมริกา นักเขียนบทอาชีพเป็นสมาชิกอยู่ในองค์กร อย่างเช่น สมาคมนักเขียนบทฝั่งตะวันออก ซึ่งสมาคมนี้ได้มีการให้รางวัลกับผลงานของนักเขียนบทที่สังกัดอยู่ด้วย นี่เรื่องคือเรื่องส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ต้องบอกเลยว่าครบรสครบถ้วนอย่างแน่นอน สวัสดีครับ

 

 

 

Adobe premiere pro

สวัสดีครับทุกท่านเรื่องในตอนนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่แอดมินเคยใช้กับโปรแกรมนี้ไว้ตัดต่อหนังอยู่พอดีเลย ถามว่าใช้มานานหรือยัง ตอบได้ตรงนี้เลยว่านานมากแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีโอกาสเลยที่จะได้ใช้มันเลยจริง แต่โปรแกรมเป็นที่ยอมรับทุกคนอย่างแน่นอน ด้วยดีไซน์ที่ใช้งานง่ายซะเหลือเกิน พร้อมด้วยลูกเล่นใหม่ที่ทำให้เหล่านักตัดต่อที่หลงใหลกับโปรแกรม abobe premiere pro  ต้องบอกเลยว่าเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมอยู่แต่โปรแกรมนี้ มีลูกเล่นใหม่เทคโนโลยีใหม่ขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน พร้อมกับการตัดต่อที่ง่ายขึ้นบวกกับการใช้ลูกเล่นและเอ็กเฟ็กต์ที่มากมายจนทำให้เราได้ลงไหลในการตัตต่อเลยทีเดียว ถามว่าผมเคยใช้โปรแกรมนี้ไหมบอกเลยว่า เคยใช้นะครับ แต่ก็ไม่ได้เก่งเท่าไหร่นะครับ คนที่เข่าเป็นมืออาชีพเขาพูดได้เลยว่า เป็นโปรแกรมที่ยอดเยี่ยมากเลยจริงๆนะครับ โปรแกรมนี้สามารถทำให้หนังคุณนั้นโดดเด่นด้วยโปรแกรมนี้ได้ยังแน่นอนนะครับ  นี่เรื่องราวเทคโนโลยีของการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต้องบอกเลยว่า โปรแกรมการตัดต่อนี้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์ดีๆออกมาให้เราได้ชมกันนะครับ เรื่องที่นำมาฝากวันนี้ ต้องบอกเลยว่า ได้รับความรู้อย่างแต็มที่แน่นอนรวมไปถึงเรื่องราวของแอดมินที่เคยได้สัมผัสโปรแกรมมามั้งไม่น้อยไปไม่มากไป แน่นอนว่าใครที่เป็นมือใหม่ก็อยากให้ใช้กันกับโปรแกรมตัดต่อตัวนี้ ต้องบอกเลยว่า ใช้งานง่าย ไม่งงไม่สับสนอย่างแน่นอนนะครับ สวัสดีครับ

 

 

ประวัติของภาพยนตร์

ผู้ที่คิดประดิษฐ์ ต้นแบบของภาพยนตร์ขึ้นคือ โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Adison) และผู้ร่วมงานของเขาชื่อ วิลเลียม เคนเนดี้ ดิคสัน (William kenady dickson) เมื่อ พ.ศ. 2432 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกชื่อว่า “คิเนโตสโคป” (Kinetoscope) มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ 4 ฟุต มักเรียกชื่อว่า “ถ้ำมอง” มีลักษณะการดูผ่านช่องเล็กๆ ดูได้ที่ละคน ภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้องคิเนโตกราฟ (Kenetograph) ที่เอดิสันประดิษฐ์ขึ้นเอง ฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที ต่อมาพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ (Lumiere) ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาภาพยนตร์ถ้ำมองของเอดิสันให้สามารถฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ และดูได้พร้อมกันหลายคน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า แบบ “ซีเนมาโตกราฟ” (Cinimatograph) ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 ต่อมาได้นำออกมาฉายตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ พ.ศ. 2439 เป็นต้นมา ซึ่งคำว่า “ซีเนมา” (Cenema) ได้ใช้เรียกเกี่ยวกับภาพยนตร์มาถึงปัจจุบันภาพยนตร์ที่สามารถฉายภาพให้ปรากฏบนจอขนาดใหญ่ ได้พัฒนาสมบูรณ์ขึ้นในอเมริกาในปี พ.ศ. 2438 โดยความร่วมมือระหว่างโทมัส อาแมท (Thomas Armat) ซีฟรานซิส เจนกินส์ (C. Francis Jenkins) และเอดิสัน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์ชนิดนี้ว่า ไบโอกราฟ (Bioghraph) ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นภาพยนตร์ได้แพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เกิดอุตสาหกรรมการผลิตจำหน่ายและบริการฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งในประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสและประเทศอเมริกา ภาพยนตร์ได้กลายเป็นสื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ ศิลปการบันเทิงและวรรณกรรมต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตลอดมา พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งในครั้งนั้นได้มีช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์ ประเทศฝรั่งเศส บันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระเจ้ากรุงสยามไว้ 1 ม้วน ใช้เวลาประมาณ 1 นาที นับว่าเป็นการถ่ายภาพยนตร์ม้วนแรกของโลกที่บันทึกเกี่ยวกับชนชาติไทย ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีการเผยแพร่อยู่ 4 ทางคือ ฉายตามโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์กลางแปลง และภาพยนตร์เร่ ถ่ายทอดลงแผ่น VCD, DVD และ Blu-ray Disc เผยแพร่ทางโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต

 

 

ผู้กำกับภาพยนตร์

สวัสดีวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์กันนะครับ อีกหนึ่งทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องบอกเลยว่าสามารถเปลี่ยนจากคนหนึ่งให้ดังกลับข้ามคืนเลยทีเดียว นั้นคือ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือผู้ที่มีหน้าที่กำกับในขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์ โดยผู้กำกับภาพยนตร์มีหน้าที่สร้างจินตนาการจากบทหนัง แล้วถ่ายทอดความคิดทางด้านศิลปะออกมาตามแบบที่ตนเองต้องการ และเป็นคนสั่งฝ่ายอื่น ๆ ในกองถ่าย อย่างเช่น ฝ่ายผู้กำกับภาพ ผู้กำกับการแสดง ฝ่ายเทคนิค นักแสดง ออกมาอยู่ในองค์ประกอบทางศิลป์ที่ตนเองต้องการบนแผ่นฟิล์มหรือในระบบดิจิตอล อย่างไรก็ดี ผู้กำกับภาพยนตร์อาจจะควบคุมทุกอย่างตามที่ตนคิดไว้ไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นภาพยนตร์ที่ฉายในโรง เพราะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ จะเป็นคนกำหนดงบประมาณที่จะให้ผู้กำกับใช้จ่ายได้ หรือสั่งตัดต่อหนังในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าโรงฉายหากหนังมีความยาวเกินไป หรือเพื่อดึงการจัดเรตหนังให้ต่ำลงมา หรือบางฉากอาจจะมีการเพิ่มโฆษณาเข้าไป ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่แปลกหากผู้กำกับจะมีปัญหาให้คุยกับผู้อำนวยการสร้างเสมอ ๆ แน่นอนว่าความรับผิดชอบของผู้กำกับนั้น บางคนมีอำนาจในการจ้างคนที่จะต้องร่วมงานด้วยบ่อย ๆ อย่างเช่น ฝ่ายกำกับภาพ ซาวเอ็นจิเนียร์ ฝ่ายจัดแสง ฝ่ายจัดหาโลเคชั่น ฝ่ายคอสตูม ฝ่ายสเปเชียลเอฟเฟกต์ โดยผู้อำนวยการสร้างจะไม่ลงมายุ่งในเรื่องพวกนี้ด้วยมากนัก หากผู้กำกับภาพยนตร์ยังใช้ทุนสร้างอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ  วิธีการกำกับ  วิธีการกำกับของผู้กำกับแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตรงจุดนี้เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ เพราะผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เนื่องจากศิลปะการกำกับหนังไม่มีทฤษฏีที่ตายตัว

ยุคก้าวหน้าของ ซีจี ในภาพยนตร์

   ในปัจจุบันภาพยนตร์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะเทคนิคการใช้ภาพด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสูง ทำให้ผู้สร้างได้จินตนาการฉากต่างๆออกมาบนจอภาพยนตร์ได้อย่างสมจริง ยุคของหนังซีจีหรือ วิชวลเอฟเฟค นั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่งานด้านวิชวลเอฟเฟค เฟื่องฟูอย่างมาก จนทำให้มีการพัฒนาด้านงานกราฟฟิคต่างๆออกมามากขึ้น

ข้อดีของการทำวิชวลเอฟเฟคของภาพยนตร์ คือ สามารถใส่ฉากต่างๆได้ง่ายขึ้น ช่วยในเรื่องจินตนาการของผู้สร้างออกมาไดสมจริง ง่ายต่อการเซ็ทฉากต่างๆ ประหยัดเวลาในการถ่ายทำ ช่วยให้หนังสร้างออกมาได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองการทำวิชวลเอฟเฟคจึงมีบทบาทสำคัญต่องานสร้างภาพยนตร์อย่างมาก ภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องมีการนำเอาเทคนิคนี้เข้ามาเพื่อสร้างจินตนาการตามที่ต้องการ จึงทำให้มีการศึกษาด้านวิชวลมากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสมอๆ

งานด้านวิชวลถือว่าเป็นงานที่สามารถสร้างฉากต่างๆออกมาได้ละเอียดและสมจริง อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง อวตาร ที่มีการใช้งานวิชวลเอฟเฟคตลอดทั้งเรื่อง โดยฉากต้นไม้ ภูเขา ดวงดาวต่างๆนั้นทำออกมาได้ละเอียดและสมจริง หรืออีกเรื่องหนึ่งคือ gravityที่นำเสนอภาพด้านวิชวลที่สมจริงของพื้นที่ต่างๆของโลก งานด้านวิชวลเอฟเฟคนั้นถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดที่สูงมาก ทั้งในเรื่องของความละเอียดต่างๆ เช่น ควันไฟ สีภาพ จนไปถึงเม็ดทราย ซึ่งหากสร้างออกมาไม่ดีก็จะทำให้งานสร้างของหนังเรื่องนั้นๆ ดูแย่ลง ทำให้หนังไม่เป็นที่สนใจของผู้ชม

ยุคบุกเบิก ซีจี คอมพิวเตอร์กราฟฟิค

    ภาพยนตร์ในยุคแรกๆนั้นค่อนข้างจะถ่ายทำอย่างจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ยังไม่มีบทบาทมากนักในสมัยนั้น ซึ่งภาพยนตร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นต้องมีทุนสร้างที่สูงมากในสมัยนั้น ต่อมาการสร้างฉาก การเซ็ทฉากตามจินตนาการของผู้สร้าง อย่างเช่น ฉากบนดวงดาว ฉากในอวกาศ หรือแม้แต่ฉากหลังในสถานที่อื่นๆ ที่ต้องมีการจำลองขึ้นมา โดยใช้เป็นฉากหลังที่เรียกว่า บูลสกรีน โดยการใช้ผ้าสีน้ำเงินมาเป็นฉากหลัง จากนั้นก็ใส่ภาพวิวหรือสถานที่นั้นๆลงไป ซึ่งบูลสกรีน ถือว่าช่วยลดต้นทุนในสร้างอย่างมาก

ต่อมาเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือ ซีจี ในภาพยนตร์เช่น สตาร์ วอร์ส, ทรอน, 2001: A Space Odysseyซึ่งทำให้เกิดยุคบุกเบิกของการสร้างคอมพิวเตอร์กราฟฟิคขึ้นมา โดยการถ่ายทำนั้นอย่างเช่น ฉากหุ่นรบขนาดใหญ่ในเรื่อง สตาร์ วอร์ส จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า stop motionเข้ามาช่วย ซึ่งเทคนิคนี้เคยใช้มาแล้วในเรื่อง King Kong ปี 1933 ซึ่งเป็นการถ่ายทำที่ค่อนข้างใช้ระยะเวลาและความละเอียดสูง stop motion นั้นใช้เทคนิคคือ การนำโมเดลจำลองมาขยับในอิริยาบถต่างๆ ในระหว่างนั้นต้องถ่ายรูปประกอบไว้ทีละส่วนๆ หลังจากนั้นก็นำภาพที่ได้ในแต่ละเฟรมมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งในช่วงภาพยนตร์ยุค 60 – 70 มีการใช้เทคนิคพิเศษนี้ในหลายเรื่อง ต่อมาเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคมากขึ้นและพัฒนาเรื่อยๆมา เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคนั้นสามารถช่วยประหยัดเวลาในการถ่ายทำมากและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการสร้างฉากจำลองขนาดใหญ่

การจัดฉากต่างๆ การเซ็ทฉาก ของภาพยนตร์

  การจัดฉาก การเซ็ทฉากนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการถ่ายทำภาพยนตร์ให้ดูสมจริงมากขึ้น ในยุคแรกๆของภาพยนตร์นั้นการจัดองค์ประกอบฉากยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นการถ่ายทำภาพยนตร์จะถ่ายทำในสถานที่จริง การการดำเนินชีวิตของผู้คนจริงๆ ซึ่งวงการภาพยนตร์เรียกว่า สารคดี เป็นที่นิยมมากในยุคแรกของภาพยนตร์ ซึ่งไม่มีการจัดฉากใดๆทั้งสิ้น

ต่อมาเทคโนโลยีที่พัฒนามากมาย ทางผู้สร้างคิดว่าหากสร้างหนังสักเรื่องหนึ่งตามจินตนาการนั้นได้ใช้อะไรบ้าง กระบวนการของฉากก็เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ทันที ในสมันนั้นหากสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีสถานที่ต่างๆในบทนั้น อาจจะต้องไปยังสถานที่จริง อย่างเช่น มีฉากที่ตัวละครเดินอยู่บนสะพาพโกลเด้นเกต ในซานฟรานซิสโก ผู้สร้างจะต้องเดินทางไปยังซานฟรานซินโก เพื่อถ่ายทำบนสะพานโกลเด้นเกตจริงๆ ซึ่งค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทาง หากอยู่ต่างเมือง

หรือแม้แต่หนังแนวสัตว์ประหลาดบุกโลก และพังเมืองจนพินาศ ผู้สร้างจะทำอย่างไรให้สัตว์ประหลาดตามจินตนาการเกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีการเซ็ทฉากขึ้นมา เช่น ภาพยนตร์ชุดก๊อตซิลล่า ของญี่ปุ่นที่มีการเซ็ทฉาก โดยการย่อส่วนของเมืองให้เล็กลงและถ่ายทำโดยมีคนสวมชุดสัตว์ประหลาดและทำลายเมือง หรือ ภาพยนตร์เรื่อง เบน เฮอร์ ปี 1959 ซึ่งต้องเซ็ทฉากเมืองโรมันขึ้นมาและจำลองสถานที่ต่างๆ ขึ้นเพื่อความสมจริง แต่การเซ็ทฉากและองค์ประกอบฉากในสมัยก่อนค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากรายได้จากการฉายน้อยถือว่าขาดทุน ทำให้ผู้สร้างจึงเซ็ทฉาก จำลองฉากขึ้นมาในโรงถ่ายทำ เพื่อประหยัดการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

จากภาพยนตร์เงียบสู่ภาพยนตร์เสียง

   ในยุคแรกๆ ของภาพยนตร์นั้นใช้ถ่ายทำเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งมีข้อจำกัดของการถ่ายทำในสมัยนั้นอีกทั้งการถ่ายทำนั้นต้องใช้ทักษะและความละเอียดมาก เนื่องจากม้วนฟิล์มยุคแรกนั้นผลิตน้อยและมีราคาแพงมาก การถ่ายทำจึงต้องใช้ความละเอียด หากถ่ายทำผิดถือว่าฟิล์มม้วนนั้นสูญเปล่า การฉายภาพยนตร์ในยุคแรกๆ จะเป็นรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว ซึ่งในสมัยหนังเงียบนั้นเป็นช่วงที่เกิดขึ้นตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี ซึ่งทำให้ม้วนฟิล์มหายากมากในสมัยนั้น ภายหลังสงครามสงบลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยหนังเงียบนั้นจะนำเสนอโดยภาพเคลื่อน อิริยาบถของนักแสดง ซึ่งหนังเงียบส่วนใหญ่จะเป็นแนวสารคดีมากกว่า อีกทั้งในสมัยนั้นกล้องถ่ายทำไม่มีระบบบันทึกเสียง

ต่อมาเริ่มมีการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีของภาพยนตร์ขึ้นมา ซึ่งจะสามารถใส่เสียงลงไปในภาพยนตร์ได้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นานซึ่งผู้สร้างมีความคิดในการบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์ และได้มีการคิดค้นวิธีการบันทึกเสียงลงไปให้มีประสิทธิภาพและรายจ่ายไม่สูงนัก ซึ่งได้มีการผลิตคิดค้นเครื่องบันทึกเสียง และนำมาผสมในภาพยนตร์ขณะออกฉาย ซึ่งผู้สร้างยังคงใช้วิธีการถ่ายทำและบันทึกเสียงไปด้วย หลังจากนั้นเริ่มมีเทคโนโลยีการบันทึกเสียงใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบันทึกเสียงแยก โดยฟิล์มและกล้องที่สามารถบันทึกเสียงได้เลย ในสมัยนั้นเรียกว่า เสียงในฟิล์ม ซึ่งใช้ฟิล์ม 16 มม. ในการถ่ายทำแต่ราคาฟิล์มประเภทนี้ค่อนข้างมีราคาแพงมาก และผลิตน้อย ซึ่งผู้ผลิตหนังบางประเทศจะยังใช้วิธีเดิมอยู่ คือใช้ถ่ายแบบหนังเงียบและบันทึกเสียงพากย์ เสียงดนตรี เอง

จุดเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์

   หลังจากที่พี่น้องตละกูลลูมิแอร์ได้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง La Sortie des ouvriers de I’ usineLumiere และออกฉายต่อสาธารณชนโดย ฉายครั้งแรก วันที่ 28 ธันวาคม ปี 1895 ที่ใต้ถุนของร้าน แกรนด์คาเฟ่ ในกรุงปารีส และมีการเก็บค่าเข้าชมของผู้ชม ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนยังไม่รู้จักภาพเคลื่อนไหวนัก จึงทำให้มีผู้คนสนใจเข้ามาชมภาพยนตร์ในครั้งนั้น ซึ่งในช่วงแรกนั้นเกิดการโกลาหลพอสมควร เนื่องจากในภาพยนตร์มีฉากที่รถไฟพุ่งตรงมา ทำให้ผู้คนเกิดตกใจและคิดว่านี้คือเรื่องจริง จึงพากันหนีแตกตื่น ซึ่งคนดูยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในสมัยนั้น

หลังจากที่ภาพยนตร์ของพี่น้องตละกูลลูมิแอร์ออกฉาย และได้แพร่ออกสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกและมีการเรียกการฉายภาพยนตร์ว่า ซีนีมา (Cenema) ซึ่งใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพยนตร์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในช่วงปี 1896 – 1900 ภาพยนตร์สามารถฉายบนจอขนาดใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยการร่วมมือระหว่าง โทมัสอาแมท,ซีฟรานซิส เจนกินส์และเอดิสัน โดยใช้เครื่องฉายที่เรียกว่า ไบโอกราฟ และได้มีการฉายและแพร่หลายในประเทศต่างๆ จนเกิดอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้ภาพยนตร์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากทั้งใน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส

ต่อมาในปี 1899 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปและได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์ และทางบริษัทลูมิแอร์ได้จัดการบันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระองค์ไว้เป็นที่ระลึกจำนวน 1 ม้วนความยาว 1 นาที ซึ่งพระองค์ได้นำกลับไปเผยแพร่ในประเทศสยามในเวลาต่อมา

ภาพยนตร์ยุคแรก

   ภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่มนั้น จะมีการบันทึกภาพด้วยฟิล์มให้เป็นภาพเคลื่อนไหวในช่วงแรกเริ่มของภาพยนตร์นั้นยังไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่เข้ามามากมายนัก ซึ่งผู้สร้างจะบันทึกภาพด้วยฟิล์มซึ่งในยุคแรกจะใช้ในลักษณะของกล้องแบบหมุน หมุนฟิล์มไปเรื่อยๆขณะถ่ายทำ ภาพยนตร์ยุคแรกเริ่มต้นราวๆ ปี 1888 โดย โธมัสอัลวา เอดิสันและวิลเลี่ยมดิคสันได้ทำการคิดค้นภาพยนตร์ขึ้นมา โดยการประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องแรกของโลก ซึ่งเครื่องดังกล่าวนั้นเรียกว่า Kinetoscope เป็นเครื่องขนาดความสูงใกล้เคียงกับคน มีกล้องมองภาพอยู่ด้านบน โดยผู้ชมจะชมได้จากกล้องในตัวเครื่องเท่านั้น ในสมัยนั้นเรียกว่า การถ้ำมองซึ่งเป็นที่นิยมมากในกลุ่มชนชั้นสูงในสหรัฐ ซึ่ง เอดิสัน และ คิดสัน ได้จดทะเบียนเครื่องดูภาพยนตร์ซึ่งดูได้เฉพาะในสหรัฐเท่านั้น ต่อมานักถ่ายทำหนังของยุโรปซึ่งได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการก็นำต้นแบบของเครื่องนี้ไปคิดค้นพัฒนาขึ้นใหม่

ต่อมาพี่น้องชาวฝรั่งเศส ตระกลูลูมิแอร์ ได้คิดค้นพัฒนาเครื่องฉายภาพยนตร์บนจอเป็นประเทศแรก และได้ทดลองออกแบบกล้องถ่ายทำขึ้นโดยออกแบบกลไกเดียวกับที่ใช้ในเครื่องจักรเย็บผ้าในสมัยนั้น ซึ่งเรียกว่า ซีเนมาโตกราฟซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากและแพร่หลายมาก ซึ่งสามารถชมได้พร้อมกันหลายคน โดยการฉายหนังในสมัยนั้นเรียกว่า ยุคหนังเงียบ ซึ่งจะมีแต่ภาพเคลื่อนไหวเท่านั้น ไม่มีเสียงที่บันทึก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกที่พี่น้องตละกูลลูมิแอร์ถ่ายทำนั้นชื่อว่า La Sortie des ouvriers de I’ usineLumiereซึ่งถ่ายทำคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีการเซ็ทแต่อย่างใด