สตอปโมชัน อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์

เทคโนโลยีการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นมีการพัฒนาเรื่อยๆมาในช่วงแรกๆการถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีการใช้เทคนิคพิเศษนั้นในช่วงยุคที่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกยังไม่เข้ามามีบทบาทนัก การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า การถ่ายสต็อปโมชัน (stop motion) เทคนิคนี้ถูกใช้กันมานับตั้งแต่ช่วงปี 1910 ซึ่งใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ประเภทการ์ตูนแอนิเมชั่น การถ่ายทำประเภทนี้ค่อนข้างใช้เวลานานมากและต้องมีความละเอียดในการถ่ายทำสูง  สต็อปโมชัน เป็นการถ่ายทำแอนิเมชันที่ผู้ทำแอนิเมชันต้องสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการวาดบนแผ่นกระดาษ หรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือ ขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิด ๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรม ๆ เทคนิคนี้นิยมใช้มากในช่วงยุคแรกๆของภาพยนตร์มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ถ่ายทำในรูปแบบนี้ เช่น King Kong (1930), Mary and Gretel (1916) และอีกมากมาย

การถ่ายสต็อปโมชัน มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ เคลย์แอนิเมชัน (Clay animation หรือเรียกว่า เคลย์เมชัน claymation) คือ การถ่ายทำโดยการปั้นดินเหนียวหรือขี้ผึ้งเป็นรูปร่างจากนั้นใช้โครงลวดติดไว้ด้านข้างของรูปปั้นนั้นๆเพื่อใช้ในการดัดท่าทาง และถ่ายทำโดยการถ่ายภาพเป็นเฟรมๆและนำมาเรียงต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว คัตเอาต์แอนิเมชัน (Cutout animation) เป็นการถ่ายทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม ซึ่งสมัยก่อนนิยมถ่ายทำในลักษณะดังกล่าว แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย เทคนิคนี้ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ถ่ายแอนิเมชั่นเรื่องยาว เพราะค่อนข้างยุ่งยากจึงนิยมใช้การถ่ายแบบสั้นๆมากกว่า

กราฟิกแอนิเมชัน (Graphic animation) เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ตั้งแต่ปี 1980 และเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน การนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกไว้ ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage ) โดยอาจใช้เทคนิคแแอนิเมชันแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้ เทคนิคนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการไตเติ้ลหรือถ่ายในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้เทคนิคนี้ยังมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โมเดลแอนิเมชัน (Model animation) คือการสร้างตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและฉากหลังเหมือนจริง เทคนิคนิยมใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์เนื่องจากใช้เวลาน้อยและใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ถ่ายทำเพิ่มเติม

แอนิเมชันที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation) เป็นการใช้การถ่ายทำโมเดลโดยใช้วัตถุอื่นๆนอกเหนือจาก ดินเหนียว หรือ ขี้ผึ้ง เช่น ตุ๊กตา, เลโก้ เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีแอนิเมชั่นในการถ่ายทำรูปแบบสต๊อปโมชั่น เช่น The Curse of the Were-Rabbit (2005), Corpse Bride (2005), Chicken Run (2000) เป็นต้น

 

รวมเทคนิคการถ่ายวิดีโอด้วย iPhone

iPhone สมาร์ทโฟนยอดนิยมที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก iPhone จัดว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่กล้องมีคุณภาพสูงเหมาะสมกับราคาของมันนั่นแหละนอกจากนี้แล้วยังจัดว่าใช้งานการถ่ายวีดีโอได้อย่างสวยงามด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการถ่ายวีดีโอของแต่ละบุคคลด้วย iPhone รุ่นใหม่ ๆ ก็จะยิ่งมีความสามารถมากขึ้น งานที่ออกมาก็เทียบเท่ากับการใช้กล้องแพง ๆ แม้ว่าอาจเทียบได้ไม่มากเท่าใดแต่หากทราบเทคนิคการถ่ายทำล่ะก็ จะทำให้วีดีโอของคุณดูโปรไปเลย แล้วหากทราบเทคนิคการถ่ายทำ การใช้งาน iPhone ก็ถือว่าคุ้มค่าที่เสียเงินซื้อแล้วอย่างมากทีเดียว ทั้งนี้ฟังก์ชั่นการใช้งาน iPhone นั้นก็มีจำนวน 3 แบบสำหรับ iPhone รุ่นใหม่ คือ แบบปกติ คือการถ่ายแบบปกติทั่วไป ทั้งนี้ความละเอียดก็ขึ้นอยู่กับรุ่นของมันด้วยซึ่งรุ่นที่จะรองรับการถ่ายความชัดสูงสุดที่ 4K  ตั้งแต่รุ่น iPhone 6 ขึ้นไป, แบบสโลว์โมชั่น เปรียบเสมือนการถ่ายวีดีโอที่ความเร็ว 240 ภาพต่อวินาที จากนั้นนำมายืดออก ดังนั้นภาพที่ได้จะเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ช้าลงซึ่งก็มีในรุ่น iPhone 6 ขึ้นไปด้วย สำหรับฟังก์ชั่นแบบสโลว์โมชั่นนั้นก็มีในสมาร์ทโฟนหลายรุ่น หลายค่าย นอกเหนือจาก iPhone เช่นกัน แบบไทม์แลปส์ เป็นการถ่ายวิดีโอนาน ๆ แล้วนำมาเร่งความเร็ว ซึ่งในส่วนนี้ iPhone จะปรับให้เองอย่างฉลาด ให้เหลือประมาณ 20-40 (ไม่ว่าเราจะถ่าย 10 นาที หรือ 2 ชั่วโมงก็ตาม) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่คนจะดูวิดีโอของเราจนจบโดยไม่กดข้าม

สำหรับการเลือกถ่ายทำแบบภาพยนตร์นั้นควรเลือกการถ่ายแบบ 30FPS ซึ่งทำให้ดูความเป็นภาพยนตร์สูง เหมาะแก่การถ่ายแบบอิริยบททั่วไป ข้อดีของการถ่าย 30FPS นั้นคือมีไฟล์ขนาดเล็กและให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวได้ดี และอีกแบบคือการเลือกถ่ายแบบ 60FPS หรือ 60 เฟรมต่อ 1 วินาที การถ่ายแบบนี้คือให้ภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล เหมาะสำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหวเร็วเช่น การวิ่ง, ถ่ายภาพกีฬา เป็นต้น

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนมักมองข้ามก็คือท่าทางการถ่ายภาพ ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องระลึกไว้เสมอเลยว่า ห้ามถ่ายแนวตั้งเป็นอันขาด เพราะจอภาพไม่ว่าจะยังไงก็ตามจะดูแนวนอนเสมอ ทั้งนี้การถ่ายแบบแนวตั้งนั้นส่วนใหญ่คือการถ่ายตัวเองมากกว่า หากต้องการนำวีดีโอไปใช้ประโยชน์ควรถ่ายแบบแนวนอนดีที่สุด การเลือกมุมมองในการถ่ายก็เป็นส่วนสำคัญซึ่งมุมมองถ่ายนั้นก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคนเพื่อให้วีดีโอออกมาน่าสนใจมากที่สุด นอกจากนี้แล้วอาจต้องคำนึงถึงเรื่องของแสงอีกด้วย AE และ AF Lock ก็เป็นส่วนสำคัญหากว่าเราชำนาญในการเลือกจุดโฟกัสภาพแล้ว การเปิด AE และ AF Lock ช่วยให้เราสามารถปรับจุดโฟกัสได้ตามต้องการ นอกจากนี้การใช้แอปตัดต่อวีดีโอก็เป็นส่วนสำคัญซึ่งสามารถปรับแต่งภาพและสีตามต้องการด้วย

เทคนิค Blue Screen และ Green Screen

การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องของสถานที่ถ่ายทำต่างๆเพื่อใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำซึ่งจะสื่อถึงสถานที่ต่างๆในเรื่อง แต่ว่าในปัจจุบันภาพยนตร์ที่มีการใช้โลเคชั่นแบบจินตนาการผู้สร้าง โดยเฉพาะภาพยนตร์แนวแฟนตาซีนั้น สถานที่ถ่ายทำไม่ว่าจะเป็น ปราสาท, หุบเขา, ป่าไม้ ที่แปลกตาหรือจินตนาการของผู้สร้างนั้นคงหาไม่ได้ในโลกความจริงดังนั้นการใช้พื้นหลังหรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเพื่อใช้เป็นพื้นหลังของสถานที่นั้นๆจึงถูกเพิ่มเข้ามาใช้ในการถ่ายทำ เทคนิคนี้เรียกว่า เทคนิค Blue Screen และ Green Screen หรือเทคนิคการซ้อนภาพ เป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมานานแล้วในการถ่ายทำภาพยนตร์หรือในรายการโทรทัศน์ และสามารถทำได้แนบเนียนมากจนเราไม่ทราบว่าฉากหลังต่างๆนั้น เป็นการถ่ายทำจริง หรือถ่ายทำทีละครั้ง แล้วนำภาพมาซ้อนกัน เทคนิคนี้เบื้องหลังคือการให้นักแสดงพูดคุยโดยฉากหลังคือผ้าสีน้ำเงินหรือสีเขียว จากนั้นนำมาใช้กระบวนการตัดต่อโดยการซ้อนภาพ ซ้อนฉากสถานที่ต่างๆลงในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวเลย สามารถทำได้ในกองถ่ายหรือสตูดิโอ ในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ รวมทั้งการถ่ายภาพ ในปัจจุบัน นิยมใช้ทั้ง Blue Screen และ Green Screen แต่การแต่งกายของผู้แสดง หรือพิธีกร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีที่เหมือนกับฉากหลัง เช่น สีฟ้า ถ้าฉากหลังเป็น Blue Screen จากบทความในต่างประเทศได้เปรียบเทียบการใช้ Blue Screen กับ Green Screen ไว้ ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ถ้าเราสังเกตภาพที่เกิดจากการซ้อนภาพและฉากหลัง หลายๆครั้งจะพบว่า ภาพคนนั้นมีขอบเป็นสีติดมา ทำให้ดูไม่แนบเนียนหรือรู้เลยว่า นี่เป็นการทำภาพซ้อน Effect ดังกล่าว เรียกว่า Blue Spill หรือ Green Spill ซึ่งบทความกล่าวว่า Blue Spill จะสังเกตได้ยากกว่า หรืออาจจะไม่สังเกตเห็น เมื่อเทียบกับ Green Spill

การใช้ เทคนิค Blue Screen และ Green Screen นั้นมีใช้ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงขั้นสูง ซึ่งในระดับเบื้องต้นนั้นสามารถใช้งานได้โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีมากมายส่วนใหญ่ใช้ในการถ่ายทำหนังสั้นหรือวีดีโอสั้นๆไม่ยุ่งยาก แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนั้นค่อนข้างมีต้นทุนสูงมากและต้องมีความละเอียดสูงในการใส่ภาพใน Blue Screen และ Green Screen เพื่อให้ภาพออกมาละเอียดที่สุด นอกจากนี้การใช้ Blue Screen และ Green Screen ไม่ได้มีแค่ฉากหลังอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำมาปรับใช้ร่วมกับการสร้างวัตถุอีกด้วยเช่น การสร้างสัตว์โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกโดยนำวัตถุสีเขียวหรือสีน้ำเงินมาใช้ จากนั้นเบื้องหลังจึงนำมาใส่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้างเป็นวัตถุต่างๆ ปัจจุบันเทคนี้นิยมใช้อย่างแพร่หลายแต่ก็มีความแตกต่างไป เช่น Blue Screen จะให้ภาพที่โทนหม่นกว่า Green Screen เป็นต้น

เทคโนโลยีภาพยนตร์ที่จะกลายเป็นสิ่งที่นิยมในอนาคต

เทคโนโลยีด้านการนำเสนอสื่อด้านภาพยนตร์นั้นตอนนี้กำลังก้าวไกลและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากซึ่งในอนาคตอันใกล้นั้นจะมีเทคโนโลยีด้านภาพยนตร์ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้นแม้ว่าบางเทคโนโลยีนั้นเป็นที่ยอมรับและนำมาใช้บ้างแล้ว แต่ก็มีบางเทคโนโลยีที่กำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นั้นการนำเสนอสื่อภาพยนตร์จะช่วยให้ผู้ชมได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

IMAX จัดว่าเป็นเทคโนโลยีภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมแล้วในปัจจุบันและตอนนี้เป็นที่แพร่หลายมีการสร้างโรงภาพยนตร์ IMAX มากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งค่าเข้าชมยังไม่แพงเหมือนสมัยก่อนแล้วเปรียบเทียบได้ก็คือราคาแพงกว่าระบบธรรมดาเพียงนิดเดียวเท่านั้น เทคโนโลยี IMAX นั้นคือการนำเสนอสื่อภาพยนตร์บนจอขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูงกว่าระบบภาพยนตร์ปกติแม้ว่าในสมัยก่อนมีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำระบบนี้น้อยมากและเป็นภาพยนตร์เฉพาะเท่านั้น ปัจจุบันภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องหันมาถ่ายทำด้วยระบบนี้มากขึ้นแล้ว

เทคโนโลยี 3มิติโดยไม่ใช้แว่น เทคนิคการนำเสนอภาพ 3 มิติ ของภาพยนตร์นั้นมีการใช้มานานแล้วตั้งแต่ยุค 1980 ในตอนนั้นยังมีการใช้แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เทคโนโลยีสามมิตินั้นจัดว่าเป็นที่นิยมเรื่อยๆมาเนื่องจากผู้ชมสามารถมองเห็นภาพในจอที่มีความลึก บางฉากเห็นสิ่งของทะลุจอออกมา ต่อมาภาพสามมิติเริ่มหันมาใช้การสวมแว่นแบบใหม่ที่ไม่ทำให้เสียสายตาเหมือนกับแว่นตาสีแดง-น้ำเงินแล้ว เริ่มแรกการชมภาพยนตร์แบบ 3 มิติค่อนข้างมีราคาแพงและมีรอบการฉายน้อย แต่ในปัจจุบันภาพยนตร์ 3 มิติจัดว่าสามารถชมได้ทั่วไปตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการผลิต สมาร์ททีวีบางรุ่นที่สามารถชมภาพยนตร์ 3 มิติได้เช่นกัน สำหรับเทคโนโลยี 3มิติโดยไม่ใช้แว่นนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีการทดลองฉายซึ่งภาพยนตร์ชื่อดัง Avatar  2 จะใช้เทคโนโลยีนี้ในการฉายด้วย

เทคโนโลยี 4D ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จัดว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทในการชมภาพยนตร์มากขึ้นนี้เป็นสุดยอดของความบันเทิงสำหรับคนชอบดูหนังอย่างมากซึ่งผู้ชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศเสมือนจริงทั้ง เก้าอี้สั่นได้, ควัน, กลิ่น สารพัดที่ใส่เข้ามา แม้ว่าในปัจจุบัน 4D เข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับผู้ชมแต่ยังไม่ขยายกว้างขวางมากนักเนื่องจากยังมีโรงภาพยนตร์ที่จำกัดและมีราคาที่แพง แต่คาดว่าในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยี 4D จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและมีราคาที่ถูกลงเช่นเดียวกับ IMAX ในปัจจุบัน

ระบบเสียง ปัจจุบันเทคโนโลยีภาพยนตร์มีการพัฒนาระบบเสียงเพื่อให้ได้อรรถรสในการชมมากขึ้นซึ่งตอนนี้ระบบเสียงที่กำลังเป็นที่นิยมและกำลังเข้ามามีบทบาทอย่าง dolby atmos เป็นต้น

 

โฮโลแกรม อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์ในอนาคต

โฮโลแกรม เทคโนโลยีการนำเสนอภาพเสมือนจริงโดยการฉายจากเครื่องฉายภาพให้ปรากฏในรูปแบบภาพเสมือนโดยไม่ต้องใช้จอภาพยนตร์ จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างกว้างขวางมากแม้ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็น วงการแพทย์, คอนเสิร์ต หรือนิทรรศการต่างๆ ซึ่งในอนาคตนั้นเราอาจจะได้เห็นการนำเสนอเทคนิคสื่อภาพยนตร์แบบโฮโลแกรม หากเราเคยชมภาพยนตร์ชุด Star Wars หรือ Iron Man จะเห็นฉากการแสดงภาพแบบโฮโลแกรมที่สามารถสื่อสารและแสดงการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจัดว่าเป็นไอเดียและเทคโนโลยีที่กำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นในอนาคตแล้ว สำหรับวงการภาพยนตร์นั้นก็มีการพัฒนาเอาเทคโนโลยีโฮโลแกรมจะใช้ในการฉายภาพยนตร์เสมือนจริงที่ดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้ชมสามารถมองเห็นภาพเสมือนจริงที่แตกต่างจากภาพสามมิติ เสมือนเรากำลังอยู่ใกล้กับเหตุการณ์นั้นหรือบุคคลนั้นๆด้วย

เทคโนโลยีโฮโลแกรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึงแสง 3 มิติลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นนั้นจับต้องโอบกอดได้ที่เรียกว่า “3D Hologram” แนวคิดโฮโลแกรมนี้มีการกล่าวถึงกันมานานเป็นหลายสิบปีแล้วในวงการนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ Sci-Fi เช่นในหนังสือเรื่อง The Foundation ของ Isaac Asimov

โฮโลแกรมนี้ถูกค้นพบโดยเดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor, 1900-1979) วิศวกรไฟฟ้าชาวฮังการี ในวันอีสเตอร์ ปี ค.ศ. 1947 โดยกาบอได้ค้นพบหลักการของโฮโลกราฟีโดยบังเอิญ ในระหว่างที่พัฒนาปรับปรุงคุณภาพของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่บริษัท British Thomson-Houston ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษ. จากการค้นพบนี้ กาบอได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1971 เทคนิคที่คิดค้นเดิมยังใช้อยู่ในกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาพสามมิติอิเล็กตรอน แต่ภาพสามมิติเป็นเทคนิคแสงซึ่งไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีการพัฒนาของเลเซอร์ในปี 1960 ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งคณะนักวิจัยของสหรัฐอเมริกาสามารถคิดค้นการยิงภาพโฮโลแกรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถฉายภาพ 3 มิติแบบเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง ซึ่งในปัจจุบันโฮโลแกรมสามารถพัฒนาการฉายภาพให้สามารถมองเห็นได้ 360 องศา รวมถึงภาพบุคคลต่างๆที่มีขนาดเท่าคนจริง เช่น คอนเสิร์ตรำลึก ไมเคิล แจ็คสัน ที่มีการฉายภาพนักร้องดังผู้นี้กำลังแสดงร้อง เต้น ที่เสมือนจริง ปกติแล้วการสร้างภาพ 3 มิติจะใช้หลักการเดียวกันคือ การฉายภาพให้ตาแต่ละข้างเห็นภาพต่างมุมมองกัน ตาทั้งสองรับภาพไม่เท่ากันจะสามารถรู้ระยะ ตื้น ลึกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ชมจะต้องสวมแว่นตาพิเศษ แต่เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติไม่ใช้แว่นตาพิเศษ

อนาคตหนังไทยไปไกลหรือหยุดกับที่

หนังไทยมีมากมายหลายประเภทในปัจจุบันทั้ง ตลก, โรแมนติก, ดราม่า, สยองขวัญ แต่ว่าประเภทดังกล่าวนั้นมักจะมีพล็อตเรื่องที่ซ้ำๆซากๆ หนังไทยในสมัยก่อนเคยผ่านช่วงที่รุ่งเรืองมาแล้วและผ่านช่วงที่วิกฤต ตกต่ำที่สุดมาแล้วแต่ว่าหนังก็สามารถเดินหน้าจนสามารถก้าวสู่จุดตกต่ำมาแล้วจนกลายเป็นยุคที่รุ่งเรืองกลับมาอีกครั้ง จนหนังไทยสามารถขยับขึ้นมาก้าวในระดับเอเชียมากขึ้นและสามารถแข่งขันกับตลาดหนังเอเชียได้ในสมัยนั้น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน หนังไทยบ้างเรื่องจัดว่าได้รับความนิยมมากในต่างประเทศอีกด้วย แต่ทว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าหนังไทยกำลังเข้าสู่ยุคตกต่ำอีกครั้ง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมากต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเช่น ฮ่องกง, เกาหลีใต้ และ จีนนั้นก้าวกระโดดต่อวงการนี้อย่างมาก แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุของภาวะหนังไทยกำลังถดถอย หากหันมามองที่ตลาดบ้านตัวเอง แม้ในปีหนึ่งๆ จะมีหนังไทยใหม่ๆ เข้าฉาย ที่โรงภาพยนตร์มากถึง 50 เรื่อง แต่ตลาดอุตสาหกรรมหนังในประเทศกลับค่อนข้างน่าเป็นห่วงทั้งเรื่องการลงทุนก็ดี แม้หนังจะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์เยอะ แต่หนังกว่าครึ่งหนึ่ง ที่ถูกสร้างกลับขาดทุน ปัจจุบันหนังไทยคุณภาพที่ออกฉายนั้นมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการลงทุนของผู้สร้างหนังด้วยหากหนังออกแนวแฟนตาซีใช้เทคนิคพิเศษด้านภาพเข้ามาด้วยนั้น ทำให้ต้องมีการลงทุนสูงตามไปด้วยทั้งนี้ทางผู้ผลิตและผู้สร้างต้องคำนึงถึงรายได้ที่เข้ามาด้วย แน่นอนว่าคนไทยหันไปสนใจหนังฮอลลีวู้ด หรือ หนังจากประเทศแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น มากขึ้นเนื่องจากมีเงินลงทุนรวมถึงมีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจแปลกใหม่ เมื่อเทียบกับหนังไทยสมัยก่อนที่มีพล็อตที่น่าสนใจเช่น ชัตเตอร์, 13 เกมสยอง, บอดี้ศพ19, องค์บาก, ต้มยำกุ้ง ซึ่งมีพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่และเลียนแบบไม่ได้ ปัจจุบันหนังไทยที่ประสบความสำเร็จมีเพียงไม่กี่เรื่อง เช่นในปี พ.ศ.2560 อย่างเรื่อง ฉลาดเกมโกง ที่ได้รับการตอบรับของผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย นอกจากนี้ยังรวมถึงหนังผีบ้านเราสามารถขายได้เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังผีมีพล็อตเรื่องเป็นสากลที่คนดูไม่ว่าชาติไหนๆ ดูแล้วเข้าใจ สำหรับหนังตลกนั้นดูเหมือนผู้สร้างนั้นขายแต่ความหยาบคายมากเกินไป บางเรื่องส่งผลต่อเด็กให้เลียนแบบด้วย เราลองมาดูหนังตลกต่างประเทศที่มีมุกตลกที่ดูมีศิลปะมากกว่าและสามารถสื่อถึงคนดูได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำหยาบคายเลย และผู้กำกับหนังไทยบางคนก็ออกมาเผยว่า บุคลากรไทยนั้นหันไปทำงานร่วมกับต่างประเทศกันหมดอาจเพราะว่ามีความคิดที่เสรีกว่าในไทย และเชื่อว่าในอนาคตหนังไทยอาจหายไปจากสังคัมไทย

แกรี โอลด์แมน คว้า ลูกโลกทองคำ 2018 จาก Darkest Hour

งานประกาศผลลูกโลกทองคำ 2018 สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม งานนี้ แกรี โอลด์แมน นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Darkest Hour คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ดราม่า ในบทของ วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษชาวอังกฤษผู้พลิกชะตาโลก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่เขามีรายชื่อประกาศและสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จด้วย ก่อนหน้านี้ทาง แกรี่ โอลด์แมน ได้ปฏิเสธรับบทดังกล่าวก่อนการถ่ายทำรวมถึงเขาก็ปฏิเสธภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำบทมาให้แต่ในที่สุดเขาก็รับเล่นใน Darkest Hour กับบท วินสตัน เชอร์ชิล โดยหลังจากที่เขาอ่านบทอย่างละเอียดและสนใจในตัวบทดังกล่าวเขาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมสนใจในตัวเชอร์ชิลล์มาตลอด เพราะเขาเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจริง ๆ ของเรา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ผมอยากแสดง จริง ๆ แล้วผมมีโอกาสจะได้เล่นเป็นเขาหลายปีมาแล้ว แต่ผมปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป สิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ใช่ความท้าทายทางด้านจิตใจหรือสติปัญญา แต่เป็นทางด้านกายภาพ ผมหมายถึง คุณลองดูผมแล้วดูเชอร์ชิลล์สิ… Darkest Hour คำปฏิเสธของผมก็กลายเป็นคำตอบรับ สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับบทหนังที่เยี่ยมมากของแอนโทนีเรื่องนี้ คือนี่ไม่ใช่ ‘หนังชีวประวัติ’ มันเล่าเรื่องราวตลอดช่วงสองสามสัปดาห์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ดังนั้นจึงไม่มีการเล่าเรื่องย้อนกลับไปกลับมา และไม่มีการแก่ขึ้น”

ซึ่งใน Darkest Hour นั้นนอกจากได้ร่วมกับ โจ ไรท์ ผู้กำกับแล้ว ยังได้ คาซูฮิโร ซูจิ มาทำหน้าที่แต่งหน้าเทคนิคพิเศษให้กับเขาเพื่อแปลงโฉมเป็น วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษผู้เปลี่ยนความเชื่อและวัฒนธรรมเดิมของสหราชอาณาจักรอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทาง ซูจิ ก็สามารถแปลงโฉมเขาออกมาได้สมจริงจนถอดแบบจากตัวจริงออกมาเลยทีเดียว ซึ่งเขาต้องใช้เวลาวันละ 3 ชั่วโมงในการแต่งหน้าและ 2 ชั่วโมงในการถอดอุปกรณ์แต่งหน้าออกรวมๆแล้ว 5 ชั่วโมงในแต่ละวัน

Darkest Hour คือเรื่องราวสุดระทึกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ วินสตัน เชอร์ชิล (รับบทโดย แกรี โอลด์แมน) มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และต้องเผชิญกับความวุ่นวายและวิกฤติที่เกิดขึ้น กองทัพนาซีเดินทัพมาใกล้ยุโรปตะวันตกและการรุกรานของนาซีเข้ามาใกล้ทุกที เชอร์ชิลจะเลือกใช้ยุทธวิธีใด ระหว่า หาทางเจรจาสันติภาพกับนาซี เยอรมนี หรือยืนหยัดต่อสู้เพื่ออุดมคติ เสรีภาพ และอิสรภาพของชาติ เขาต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางวิกฤติ พยายามกอบกู้ชาติ และพยายามที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ท่ามกลางประชาชนที่ยังไม่มีการเตรียมตัว กษัตริย์ผู้ช่างสงสัย และพรรคการเมืองของเขาที่วางตัวอยู่ตรงกันข้าม

แฟนๆลุ้น Star Wars 9 จะเปิดเผยเรื่องราวของผู้นำสโน๊คหรือไม่

แม้ว่า Star Wars 8 ที่กำลังฉายในขณะนี้จะเปิดเผยตัวผู้นำด้านมืดอย่าง สโน๊ค ไปแล้ว แต่ว่าก็ยังคงเป็นปริศนาค้างคาใจแก่ผู้ชมมากมายด้วยว่า ผู้นำสโน๊ค มาจากไหนและเป็นใครกันแน่ ซึ่งแฟนๆต่างก็หวังว่าใน Star Wars 9 นั้นทางผู้สร้างจะเผยเรื่องราวของผู้นำผู้นี้ออกมา สำหรับแฟนหนังที่ได้ชมหนังภาคต่อจากมหากาพย์สงครามกาแล็กซีสุดมันส์ Star Wars: The Last Jedi นอกจากจะประทับใจไปกับบทสรุปที่บอกถึงความหวังใหม่และสู้ไม่ถอยของกองกำลังกบฏฝ่ายต่อต้าน เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ทั้งสนใจ ทั้งข้องใจเกี่ยวกับเรื่องราวของฝ่ายปฐมภาคี กองทัพศัตรูที่ปรากฏตัวครั้งแรกในภาค The Force Awakens กันอยู่มากเลยทีเดียว เพราะ The Last Jedi ไม่ได้ให้ข้อมูลถึงที่มาที่ไปของกองกำลังวายร้ายด้านมืดนี้เลยแม้แต่น้อย แถมผู้นำสูงสุดสโน๊คแห่งปฐมภาคียังถูกปลิดชีพทิ้งไปง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเผยโฉมจริงที่ไม่ใช่ภาพโฮโลแกรม แต่ว่าหลังจากที่เปิดเผยตัวผู้นำฝ่ายปฐมภาคีที่ต้องการให้เรย์เข้าสู่ด้านมืดเช่นเดียวกับ ไคโร เรน แต่ว่ายังมีคำถามมากมายที่ค้างคาใจแก่ผู้ชมจำนวนมากว่าแท้จริงว่า สโน๊ค มีที่มาอย่างไร ทำไมถึงได้มาเป็นผู้นำฝ่ายปฐมภาคี ทั้งนี้มีการพูดถึงทฤษฎีต้นกำเนิดของสโน๊คที่คาดว่าจะเปิดเผยใน  Star Wars 9 ที่ตอนนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ โดยมีข้อสันนิฐานของชื่อตอนที่ตั้งคร่าวๆอย่าง Black Diamond ที่ดูเหมือนว่าในภาคดังกล่าวจะเป็นการเปิดเผยหรือย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกองกำลังฝ่ายปฐมภาคี ซึ่งเรื่องราวสงบมานานกว่า 30 ปีหลังจาก Star Wars 6 นอกจากนี้อาจยังมีทฤษฎีที่หักมุมของเรื่องด้วยว่า ผู้นำฝ่ายปฐมภาคี ผู้นี้อาจไม่ยังตายและจะกลับมาแผลงฤทธิ์โชว์ฝีมือให้สมกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดอีกครั้ง สังเกตได้จากคำใบ้ที่ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน ทิ้งไว้ให้ใน The Last Jedi กับฉากที่นายพลฮักซ์เข้าไปพบร่างผู้เป็นเจ้านาย ที่แม้ร่างกายจะถูกหั่นเป็นสองส่วนจนร่วงลงมากองกับพื้น แต่มือซ้ายข้างที่สวมแหวนเพชรดำกลับวางไว้ตรงบัลลังก์อย่างทรงสง่าดังเดิม

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงเพชรสีดำที่สโน๊คสวมไว้ว่า เพชรสีดำนี้สร้างจาก แร่ไคเบอร์ แร่สีดำที่บรรจุพลัง Force เอาไว้และใครที่ครอบครองมันจะมีพลังที่เหนือกว่าใครๆ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิฐานว่าแร่ดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้วิหารเก่าแห่งซิธ สำหรับทฤษฎีดังกล่าวนั้นเป็นยังข้อสันนิฐานเท่านั้น ซึ่งยังคงต้องรอการพิสูจน์ใน Star Wars 9 ว่าที่มาของผู้นำสโน๊คจะเปิดเผยในภาคนี้หรือไม่

เบน เอฟเฟล็ก เผยอยากกลับมากำกับ The Batman อีกครั้ง

หลังจากที่นักแสดงมากฝีมืออย่าง เบน เอฟเฟล็ก ประกาศว่าจะอำลาบท แบทแมน รวมถึงถอนตัวจากผู้กำกับหนัง The Batman เนื่องจากปัญหาที่ว่าเจ้าตัวไม่แฮปปี้กับบทหนังเท่าไหร่นักรวมถึงหลังประกาศถอนตัวไม่นานก็มีข่าวว่าเขาอำลาบทบาทของ บรูซ เวนย์ หรือ แบทแมน ด้วย แม้ว่าเขาจะอำลาบทดังกล่าวแล้วแต่ดูเหมือนว่าเขายังคงสนใจและอยากกลับมากำกับเช่นเดิมเรียกว่า การกลับมาของเขานั้นทำให้แฟนๆงงไปตามกันว่าสรุปแล้วจะกลับมาหรือไม่กลับมากันแน่

ล่าสุดนักแสดงรุ่นเก๋าออกมาเผยว่าอยากจะกลับมากำกับอีกครั้งใน The Batman โดยเขาให้สัมภาษณ์กับ Daily Sabah ไว้ว่า “สำหรับผม มันน่าสนใจและผมยกย่องอะไรเหล่านี้(บทภาพยนตร์และการกำกับภาพยนตร์) อยู่เสมอ ผมอยากกำกับหนังแบทแมน แต่ผมยังไม่ได้บทภาพยนตร์ที่ผมสามารถแฮปปี้กับมัน ทีมงานคนอื่นเลยเริ่มสร้างแล้วก็เขียนบทหนังอีกแบบขึ้นมา แต่ตอนนี้ ผมกำลังคิดหนักเกี่ยวกับทิศทางของจักรวาล DC ในอนาคตและผมจะทำตามไอเดียนั้นต่อไป” ก่อนเสริมว่า “ผมรู้ตัวว่าผมรักการทำงานร่วมกับทีมงานเหล่านี้และมันคือความสุขของผมจริง ๆ ที่ได้สร้างหนังแบทแมน”

จากการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ทาง เบน ได้ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาโปรเจคดังกล่าวว่า สาเหตุที่โปรเจคเรื่อง The Batman ต้องมีปัญหานั้นเนื่องจากเขามีความเห็นไม่ตรงกันกับทีมงานโดยเฉพาะคนเขียนบทที่ดูความเห็นออกมาไม่ตรงกันรวมถึงคิวงานแสดงภาพยนตร์ของเขาด้วยจึงเป็นสาเหตุในการถอนตัวดังกล่าว นั่นรวมถึงจากการที่เขาประกาศอำลาบทของแบทแมนอีกด้วย จึงทำให้ทางต้นสังกัดต้องหานักแสดงผู้มารับบทแบทแมนคนใหม่อีกครั้งโดยทางพระเอกหนุ่มไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวลือการกลับมารับบทแบทแมนในหนังเดียวของเดอะแฟลช Flashpoint แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็มีนักแสดงรุ่นเก๋ามากมายที่คาดว่าจะได้บทแบทแมนในภาคต่อๆไป ซึ่งผู้ที่อาจจะมารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบทแมนรุ่นใหญ่อย่าง เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน ซึ่งจะมารับบท โทมัส เวนย์ ใน Flashpoint รวมถึง เจค จิลเลนฮาล ที่อาจคว้าบท แบทแมนคนล่าสุดก็ได้ ซึ่งตอนนี้โปรเจคหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่อย่างใดซึ่งคาดว่าอาจจะสร้างหลังจาก The Batman ด้วยซ้ำ สำหรับเรื่อง The Batman ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและเจรจาอีกครั้งว่าใครจะมานั่งตำแหน่งผู้กำกับซึ่งแฟนๆก็คงต้องรอคอยคำตอบต่อไปว่านักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง เบน เอฟเฟล็ก จะกลับมากำกับตามเดิมหรือไม่ และในส่วนของโปรเจคท์ Flashpoint ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นการสร้างเพียงเท่านั้น ซึ่งกว่าจะถึงวันฉายที่กำหนดไว้คร่าว ๆ ในปี 2020

HBO ประกาศแล้ว Game of Thrones ซีซั่น 8 จ่อคิวลงจอปี 2019

ซีรี่ย์ยอดนิยมของผู้ชมกว่าล้านคนทั่วโลกอย่าง Game of Thrones ที่เรื่องราวดำเนินมาถึงซีซั่น 7 ซึ่งก็ลาจอไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ที่ผ่านมาด้วยยอดผู้ชมกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศและยังไม่รวมยอดผู้ชมจำนวนมากในต่างประเทศด้วยรวมเรตติ้งที่สูงจนถล่มทลายปิดฉากซีซั่น 7 อย่างสวยงามทั้งนี้แฟนๆต่างก็รอคอยว่า ซีซั่น 8 ซึ่งเป็นตอนจบของซีรี่ย์ชุดนี้จะลงจอเมื่อใด เริ่มแรกนั้นทางต้นสังกัดอย่าง HBO ได้ออกมาเผยว่ากำหนดเดิมของ Game of Thrones ซีซั่น 8 นั้นจะมีกำหนดออกอากาศในช่วงกลางปี 2018 ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม หรือ สิงหาคม แต่ทว่าแฟนๆต่างต้องผิดหวังไปตามๆกันเมื่อ HBO ได้ออกมาเผยว่า Game of Thrones ซีซั่น 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายนั้นจะมีกำหนดออนแอร์ในปี 2019 ซึ่งหมายถึงปีหน้านู้นเลย ซึ่งก็ทำให้แฟนๆรอคอยกันยาวๆเลย ทั้งนี้แม้ว่าซีรี่ย์จะมีกำหนดออกอากาศในปี 2019 นั้นเพื่อว่าให้เรื่องราวของ Game of Thrones ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบสมกับเป็นซี่รี่ย์ยอดนิยมแห่งยุคนี้ โดย HBO เผยว่าตอนนี้ทางทีมงานผู้สร้างนั้นกำลังถ่ายทำรวมถึงในซีซั่น 8 นั้นมีฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษที่เยอะมากและต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้แล้วยังรวมถึงคิวงานของทีมงานและนักแสดงในเรื่องด้วยซึ่งนักแสดงหลักๆหลายคนมีคิวแสดงทั้งซีรี่ย์และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมากมายซึ่งก็ทำให้การถ่ายทำต้องเลื่อนเวลาออกไปด้วย โดยทาง เคซี่ย์ บลอยส์ (Casey Bloys) บอสใหญ่แห่ง HBO กล่าวว่า “ในซีซั่น 8 นั้นมีการถ่ายทำที่ยุ่งยากและหลายฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษร่วมด้วย รวมถึงมีความซับซ้อนในการถ่ายทำและการตัดต่อ นอกจากรวมถึงคิวงานของนักแสดงด้วยซึ่งตอนนี้พวกเขามีงานแสดงภาพยนตร์ต่างๆอีกด้วย เช่น เอมีเลีย คาล์ก ติดคิวถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Han Solo หรือ โซเฟีย เทอร์เนอร์ ติดถ่ายทำภาพยนตร์ x-men: dark phoenix ซึ่งก็ต้องรอคิวงานของนักแสดงด้วย”

สำหรับ Game of Thrones ซีซั่น 8 แม้ว่าจะมีการวางกำหนดฉายในปี 2019 นั้นแต่ก็ยังไม่มีการกำหนดวันออกอากาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีคิวออกอากาศเดือนไหน ซึ่งก็มีกำหนดเปิดกล้องในเดือนตุลาคม 2017 และมีเวลาในการถ่ายทำจนถึงเดือนสิงหาคม 2018 ทั้งนี้ยังไม่รวมเวลาในการตัดต่อหรือใส่เทคนิคพิเศษ ซึ่งจากการที่ซีรี่ย์เลื่อนออนแอร์ในปี 2019 ซึ่งหมายความว่าทีมงานจะมีเวลาตัดต่อมากขึ้นเพื่อให้ซีรี่ย์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ปิดฉากและอำลาแฟนๆอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นที่จดจำมากที่สุด