ยุคก้าวหน้าของ ซีจี ในภาพยนตร์

   ในปัจจุบันภาพยนตร์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะเทคนิคการใช้ภาพด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสูง ทำให้ผู้สร้างได้จินตนาการฉากต่างๆออกมาบนจอภาพยนตร์ได้อย่างสมจริง ยุคของหนังซีจีหรือ วิชวลเอฟเฟค นั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่งานด้านวิชวลเอฟเฟค เฟื่องฟูอย่างมาก จนทำให้มีการพัฒนาด้านงานกราฟฟิคต่างๆออกมามากขึ้น

ข้อดีของการทำวิชวลเอฟเฟคของภาพยนตร์ คือ สามารถใส่ฉากต่างๆได้ง่ายขึ้น ช่วยในเรื่องจินตนาการของผู้สร้างออกมาไดสมจริง ง่ายต่อการเซ็ทฉากต่างๆ ประหยัดเวลาในการถ่ายทำ ช่วยให้หนังสร้างออกมาได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองการทำวิชวลเอฟเฟคจึงมีบทบาทสำคัญต่องานสร้างภาพยนตร์อย่างมาก ภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องมีการนำเอาเทคนิคนี้เข้ามาเพื่อสร้างจินตนาการตามที่ต้องการ จึงทำให้มีการศึกษาด้านวิชวลมากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสมอๆ

งานด้านวิชวลถือว่าเป็นงานที่สามารถสร้างฉากต่างๆออกมาได้ละเอียดและสมจริง อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง อวตาร ที่มีการใช้งานวิชวลเอฟเฟคตลอดทั้งเรื่อง โดยฉากต้นไม้ ภูเขา ดวงดาวต่างๆนั้นทำออกมาได้ละเอียดและสมจริง หรืออีกเรื่องหนึ่งคือ gravityที่นำเสนอภาพด้านวิชวลที่สมจริงของพื้นที่ต่างๆของโลก งานด้านวิชวลเอฟเฟคนั้นถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดที่สูงมาก ทั้งในเรื่องของความละเอียดต่างๆ เช่น ควันไฟ สีภาพ จนไปถึงเม็ดทราย ซึ่งหากสร้างออกมาไม่ดีก็จะทำให้งานสร้างของหนังเรื่องนั้นๆ ดูแย่ลง ทำให้หนังไม่เป็นที่สนใจของผู้ชม

ยุคบุกเบิก ซีจี คอมพิวเตอร์กราฟฟิค

    ภาพยนตร์ในยุคแรกๆนั้นค่อนข้างจะถ่ายทำอย่างจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ยังไม่มีบทบาทมากนักในสมัยนั้น ซึ่งภาพยนตร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นต้องมีทุนสร้างที่สูงมากในสมัยนั้น ต่อมาการสร้างฉาก การเซ็ทฉากตามจินตนาการของผู้สร้าง อย่างเช่น ฉากบนดวงดาว ฉากในอวกาศ หรือแม้แต่ฉากหลังในสถานที่อื่นๆ ที่ต้องมีการจำลองขึ้นมา โดยใช้เป็นฉากหลังที่เรียกว่า บูลสกรีน โดยการใช้ผ้าสีน้ำเงินมาเป็นฉากหลัง จากนั้นก็ใส่ภาพวิวหรือสถานที่นั้นๆลงไป ซึ่งบูลสกรีน ถือว่าช่วยลดต้นทุนในสร้างอย่างมาก

ต่อมาเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือ ซีจี ในภาพยนตร์เช่น สตาร์ วอร์ส, ทรอน, 2001: A Space Odysseyซึ่งทำให้เกิดยุคบุกเบิกของการสร้างคอมพิวเตอร์กราฟฟิคขึ้นมา โดยการถ่ายทำนั้นอย่างเช่น ฉากหุ่นรบขนาดใหญ่ในเรื่อง สตาร์ วอร์ส จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า stop motionเข้ามาช่วย ซึ่งเทคนิคนี้เคยใช้มาแล้วในเรื่อง King Kong ปี 1933 ซึ่งเป็นการถ่ายทำที่ค่อนข้างใช้ระยะเวลาและความละเอียดสูง stop motion นั้นใช้เทคนิคคือ การนำโมเดลจำลองมาขยับในอิริยาบถต่างๆ ในระหว่างนั้นต้องถ่ายรูปประกอบไว้ทีละส่วนๆ หลังจากนั้นก็นำภาพที่ได้ในแต่ละเฟรมมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งในช่วงภาพยนตร์ยุค 60 – 70 มีการใช้เทคนิคพิเศษนี้ในหลายเรื่อง ต่อมาเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคมากขึ้นและพัฒนาเรื่อยๆมา เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคนั้นสามารถช่วยประหยัดเวลาในการถ่ายทำมากและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการสร้างฉากจำลองขนาดใหญ่

การจัดฉากต่างๆ การเซ็ทฉาก ของภาพยนตร์

  การจัดฉาก การเซ็ทฉากนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการถ่ายทำภาพยนตร์ให้ดูสมจริงมากขึ้น ในยุคแรกๆของภาพยนตร์นั้นการจัดองค์ประกอบฉากยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นการถ่ายทำภาพยนตร์จะถ่ายทำในสถานที่จริง การการดำเนินชีวิตของผู้คนจริงๆ ซึ่งวงการภาพยนตร์เรียกว่า สารคดี เป็นที่นิยมมากในยุคแรกของภาพยนตร์ ซึ่งไม่มีการจัดฉากใดๆทั้งสิ้น

ต่อมาเทคโนโลยีที่พัฒนามากมาย ทางผู้สร้างคิดว่าหากสร้างหนังสักเรื่องหนึ่งตามจินตนาการนั้นได้ใช้อะไรบ้าง กระบวนการของฉากก็เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ทันที ในสมันนั้นหากสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีสถานที่ต่างๆในบทนั้น อาจจะต้องไปยังสถานที่จริง อย่างเช่น มีฉากที่ตัวละครเดินอยู่บนสะพาพโกลเด้นเกต ในซานฟรานซิสโก ผู้สร้างจะต้องเดินทางไปยังซานฟรานซินโก เพื่อถ่ายทำบนสะพานโกลเด้นเกตจริงๆ ซึ่งค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทาง หากอยู่ต่างเมือง

หรือแม้แต่หนังแนวสัตว์ประหลาดบุกโลก และพังเมืองจนพินาศ ผู้สร้างจะทำอย่างไรให้สัตว์ประหลาดตามจินตนาการเกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีการเซ็ทฉากขึ้นมา เช่น ภาพยนตร์ชุดก๊อตซิลล่า ของญี่ปุ่นที่มีการเซ็ทฉาก โดยการย่อส่วนของเมืองให้เล็กลงและถ่ายทำโดยมีคนสวมชุดสัตว์ประหลาดและทำลายเมือง หรือ ภาพยนตร์เรื่อง เบน เฮอร์ ปี 1959 ซึ่งต้องเซ็ทฉากเมืองโรมันขึ้นมาและจำลองสถานที่ต่างๆ ขึ้นเพื่อความสมจริง แต่การเซ็ทฉากและองค์ประกอบฉากในสมัยก่อนค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากรายได้จากการฉายน้อยถือว่าขาดทุน ทำให้ผู้สร้างจึงเซ็ทฉาก จำลองฉากขึ้นมาในโรงถ่ายทำ เพื่อประหยัดการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

จากภาพยนตร์เงียบสู่ภาพยนตร์เสียง

   ในยุคแรกๆ ของภาพยนตร์นั้นใช้ถ่ายทำเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งมีข้อจำกัดของการถ่ายทำในสมัยนั้นอีกทั้งการถ่ายทำนั้นต้องใช้ทักษะและความละเอียดมาก เนื่องจากม้วนฟิล์มยุคแรกนั้นผลิตน้อยและมีราคาแพงมาก การถ่ายทำจึงต้องใช้ความละเอียด หากถ่ายทำผิดถือว่าฟิล์มม้วนนั้นสูญเปล่า การฉายภาพยนตร์ในยุคแรกๆ จะเป็นรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว ซึ่งในสมัยหนังเงียบนั้นเป็นช่วงที่เกิดขึ้นตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี ซึ่งทำให้ม้วนฟิล์มหายากมากในสมัยนั้น ภายหลังสงครามสงบลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยหนังเงียบนั้นจะนำเสนอโดยภาพเคลื่อน อิริยาบถของนักแสดง ซึ่งหนังเงียบส่วนใหญ่จะเป็นแนวสารคดีมากกว่า อีกทั้งในสมัยนั้นกล้องถ่ายทำไม่มีระบบบันทึกเสียง

ต่อมาเริ่มมีการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีของภาพยนตร์ขึ้นมา ซึ่งจะสามารถใส่เสียงลงไปในภาพยนตร์ได้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นานซึ่งผู้สร้างมีความคิดในการบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์ และได้มีการคิดค้นวิธีการบันทึกเสียงลงไปให้มีประสิทธิภาพและรายจ่ายไม่สูงนัก ซึ่งได้มีการผลิตคิดค้นเครื่องบันทึกเสียง และนำมาผสมในภาพยนตร์ขณะออกฉาย ซึ่งผู้สร้างยังคงใช้วิธีการถ่ายทำและบันทึกเสียงไปด้วย หลังจากนั้นเริ่มมีเทคโนโลยีการบันทึกเสียงใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบันทึกเสียงแยก โดยฟิล์มและกล้องที่สามารถบันทึกเสียงได้เลย ในสมัยนั้นเรียกว่า เสียงในฟิล์ม ซึ่งใช้ฟิล์ม 16 มม. ในการถ่ายทำแต่ราคาฟิล์มประเภทนี้ค่อนข้างมีราคาแพงมาก และผลิตน้อย ซึ่งผู้ผลิตหนังบางประเทศจะยังใช้วิธีเดิมอยู่ คือใช้ถ่ายแบบหนังเงียบและบันทึกเสียงพากย์ เสียงดนตรี เอง

จุดเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์

   หลังจากที่พี่น้องตละกูลลูมิแอร์ได้ถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเรื่อง La Sortie des ouvriers de I’ usineLumiere และออกฉายต่อสาธารณชนโดย ฉายครั้งแรก วันที่ 28 ธันวาคม ปี 1895 ที่ใต้ถุนของร้าน แกรนด์คาเฟ่ ในกรุงปารีส และมีการเก็บค่าเข้าชมของผู้ชม ซึ่งในสมัยนั้นผู้คนยังไม่รู้จักภาพเคลื่อนไหวนัก จึงทำให้มีผู้คนสนใจเข้ามาชมภาพยนตร์ในครั้งนั้น ซึ่งในช่วงแรกนั้นเกิดการโกลาหลพอสมควร เนื่องจากในภาพยนตร์มีฉากที่รถไฟพุ่งตรงมา ทำให้ผู้คนเกิดตกใจและคิดว่านี้คือเรื่องจริง จึงพากันหนีแตกตื่น ซึ่งคนดูยังไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาในสมัยนั้น

หลังจากที่ภาพยนตร์ของพี่น้องตละกูลลูมิแอร์ออกฉาย และได้แพร่ออกสู่ประเทศต่างๆทั่วโลกและมีการเรียกการฉายภาพยนตร์ว่า ซีนีมา (Cenema) ซึ่งใช้เรียกมาจนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพยนตร์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมาในช่วงปี 1896 – 1900 ภาพยนตร์สามารถฉายบนจอขนาดใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยการร่วมมือระหว่าง โทมัสอาแมท,ซีฟรานซิส เจนกินส์และเอดิสัน โดยใช้เครื่องฉายที่เรียกว่า ไบโอกราฟ และได้มีการฉายและแพร่หลายในประเทศต่างๆ จนเกิดอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ขึ้นในเวลาต่อมา ทำให้ภาพยนตร์ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากทั้งใน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส

ต่อมาในปี 1899 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปและได้ทอดพระเนตรภาพยนตร์ และทางบริษัทลูมิแอร์ได้จัดการบันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระองค์ไว้เป็นที่ระลึกจำนวน 1 ม้วนความยาว 1 นาที ซึ่งพระองค์ได้นำกลับไปเผยแพร่ในประเทศสยามในเวลาต่อมา

ภาพยนตร์ยุคแรก

   ภาพยนตร์ในยุคแรกเริ่มนั้น จะมีการบันทึกภาพด้วยฟิล์มให้เป็นภาพเคลื่อนไหวในช่วงแรกเริ่มของภาพยนตร์นั้นยังไม่มีเทคโนโลยีอะไรที่เข้ามามากมายนัก ซึ่งผู้สร้างจะบันทึกภาพด้วยฟิล์มซึ่งในยุคแรกจะใช้ในลักษณะของกล้องแบบหมุน หมุนฟิล์มไปเรื่อยๆขณะถ่ายทำ ภาพยนตร์ยุคแรกเริ่มต้นราวๆ ปี 1888 โดย โธมัสอัลวา เอดิสันและวิลเลี่ยมดิคสันได้ทำการคิดค้นภาพยนตร์ขึ้นมา โดยการประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องแรกของโลก ซึ่งเครื่องดังกล่าวนั้นเรียกว่า Kinetoscope เป็นเครื่องขนาดความสูงใกล้เคียงกับคน มีกล้องมองภาพอยู่ด้านบน โดยผู้ชมจะชมได้จากกล้องในตัวเครื่องเท่านั้น ในสมัยนั้นเรียกว่า การถ้ำมองซึ่งเป็นที่นิยมมากในกลุ่มชนชั้นสูงในสหรัฐ ซึ่ง เอดิสัน และ คิดสัน ได้จดทะเบียนเครื่องดูภาพยนตร์ซึ่งดูได้เฉพาะในสหรัฐเท่านั้น ต่อมานักถ่ายทำหนังของยุโรปซึ่งได้มาเยี่ยมชมนิทรรศการก็นำต้นแบบของเครื่องนี้ไปคิดค้นพัฒนาขึ้นใหม่

ต่อมาพี่น้องชาวฝรั่งเศส ตระกลูลูมิแอร์ ได้คิดค้นพัฒนาเครื่องฉายภาพยนตร์บนจอเป็นประเทศแรก และได้ทดลองออกแบบกล้องถ่ายทำขึ้นโดยออกแบบกลไกเดียวกับที่ใช้ในเครื่องจักรเย็บผ้าในสมัยนั้น ซึ่งเรียกว่า ซีเนมาโตกราฟซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากและแพร่หลายมาก ซึ่งสามารถชมได้พร้อมกันหลายคน โดยการฉายหนังในสมัยนั้นเรียกว่า ยุคหนังเงียบ ซึ่งจะมีแต่ภาพเคลื่อนไหวเท่านั้น ไม่มีเสียงที่บันทึก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกที่พี่น้องตละกูลลูมิแอร์ถ่ายทำนั้นชื่อว่า La Sortie des ouvriers de I’ usineLumiereซึ่งถ่ายทำคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีการเซ็ทแต่อย่างใด