จากภาพยนตร์เงียบสู่ภาพยนตร์เสียง

   ในยุคแรกๆ ของภาพยนตร์นั้นใช้ถ่ายทำเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งมีข้อจำกัดของการถ่ายทำในสมัยนั้นอีกทั้งการถ่ายทำนั้นต้องใช้ทักษะและความละเอียดมาก เนื่องจากม้วนฟิล์มยุคแรกนั้นผลิตน้อยและมีราคาแพงมาก การถ่ายทำจึงต้องใช้ความละเอียด หากถ่ายทำผิดถือว่าฟิล์มม้วนนั้นสูญเปล่า การฉายภาพยนตร์ในยุคแรกๆ จะเป็นรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว ซึ่งในสมัยหนังเงียบนั้นเป็นช่วงที่เกิดขึ้นตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี ซึ่งทำให้ม้วนฟิล์มหายากมากในสมัยนั้น ภายหลังสงครามสงบลงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง โดยหนังเงียบนั้นจะนำเสนอโดยภาพเคลื่อน อิริยาบถของนักแสดง ซึ่งหนังเงียบส่วนใหญ่จะเป็นแนวสารคดีมากกว่า อีกทั้งในสมัยนั้นกล้องถ่ายทำไม่มีระบบบันทึกเสียง

ต่อมาเริ่มมีการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีของภาพยนตร์ขึ้นมา ซึ่งจะสามารถใส่เสียงลงไปในภาพยนตร์ได้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นานซึ่งผู้สร้างมีความคิดในการบันทึกเสียงลงในภาพยนตร์ และได้มีการคิดค้นวิธีการบันทึกเสียงลงไปให้มีประสิทธิภาพและรายจ่ายไม่สูงนัก ซึ่งได้มีการผลิตคิดค้นเครื่องบันทึกเสียง และนำมาผสมในภาพยนตร์ขณะออกฉาย ซึ่งผู้สร้างยังคงใช้วิธีการถ่ายทำและบันทึกเสียงไปด้วย หลังจากนั้นเริ่มมีเทคโนโลยีการบันทึกเสียงใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องบันทึกเสียงแยก โดยฟิล์มและกล้องที่สามารถบันทึกเสียงได้เลย ในสมัยนั้นเรียกว่า เสียงในฟิล์ม ซึ่งใช้ฟิล์ม 16 มม. ในการถ่ายทำแต่ราคาฟิล์มประเภทนี้ค่อนข้างมีราคาแพงมาก และผลิตน้อย ซึ่งผู้ผลิตหนังบางประเทศจะยังใช้วิธีเดิมอยู่ คือใช้ถ่ายแบบหนังเงียบและบันทึกเสียงพากย์ เสียงดนตรี เอง