อนาคตหนังไทยไปไกลหรือหยุดกับที่

หนังไทยมีมากมายหลายประเภทในปัจจุบันทั้ง ตลก, โรแมนติก, ดราม่า, สยองขวัญ แต่ว่าประเภทดังกล่าวนั้นมักจะมีพล็อตเรื่องที่ซ้ำๆซากๆ หนังไทยในสมัยก่อนเคยผ่านช่วงที่รุ่งเรืองมาแล้วและผ่านช่วงที่วิกฤต ตกต่ำที่สุดมาแล้วแต่ว่าหนังก็สามารถเดินหน้าจนสามารถก้าวสู่จุดตกต่ำมาแล้วจนกลายเป็นยุคที่รุ่งเรืองกลับมาอีกครั้ง จนหนังไทยสามารถขยับขึ้นมาก้าวในระดับเอเชียมากขึ้นและสามารถแข่งขันกับตลาดหนังเอเชียได้ในสมัยนั้น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน หนังไทยบ้างเรื่องจัดว่าได้รับความนิยมมากในต่างประเทศอีกด้วย แต่ทว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ดูเหมือนว่าหนังไทยกำลังเข้าสู่ยุคตกต่ำอีกครั้ง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมากต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเช่น ฮ่องกง, เกาหลีใต้ และ จีนนั้นก้าวกระโดดต่อวงการนี้อย่างมาก แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุของภาวะหนังไทยกำลังถดถอย หากหันมามองที่ตลาดบ้านตัวเอง แม้ในปีหนึ่งๆ จะมีหนังไทยใหม่ๆ เข้าฉาย ที่โรงภาพยนตร์มากถึง 50 เรื่อง แต่ตลาดอุตสาหกรรมหนังในประเทศกลับค่อนข้างน่าเป็นห่วงทั้งเรื่องการลงทุนก็ดี แม้หนังจะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์เยอะ แต่หนังกว่าครึ่งหนึ่ง ที่ถูกสร้างกลับขาดทุน ปัจจุบันหนังไทยคุณภาพที่ออกฉายนั้นมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับสมัยก่อน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการลงทุนของผู้สร้างหนังด้วยหากหนังออกแนวแฟนตาซีใช้เทคนิคพิเศษด้านภาพเข้ามาด้วยนั้น ทำให้ต้องมีการลงทุนสูงตามไปด้วยทั้งนี้ทางผู้ผลิตและผู้สร้างต้องคำนึงถึงรายได้ที่เข้ามาด้วย แน่นอนว่าคนไทยหันไปสนใจหนังฮอลลีวู้ด หรือ หนังจากประเทศแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น มากขึ้นเนื่องจากมีเงินลงทุนรวมถึงมีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจแปลกใหม่ เมื่อเทียบกับหนังไทยสมัยก่อนที่มีพล็อตที่น่าสนใจเช่น ชัตเตอร์, 13 เกมสยอง, บอดี้ศพ19, องค์บาก, ต้มยำกุ้ง ซึ่งมีพล็อตเรื่องที่แปลกใหม่และเลียนแบบไม่ได้ ปัจจุบันหนังไทยที่ประสบความสำเร็จมีเพียงไม่กี่เรื่อง เช่นในปี พ.ศ.2560 อย่างเรื่อง ฉลาดเกมโกง ที่ได้รับการตอบรับของผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย นอกจากนี้ยังรวมถึงหนังผีบ้านเราสามารถขายได้เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังผีมีพล็อตเรื่องเป็นสากลที่คนดูไม่ว่าชาติไหนๆ ดูแล้วเข้าใจ สำหรับหนังตลกนั้นดูเหมือนผู้สร้างนั้นขายแต่ความหยาบคายมากเกินไป บางเรื่องส่งผลต่อเด็กให้เลียนแบบด้วย เราลองมาดูหนังตลกต่างประเทศที่มีมุกตลกที่ดูมีศิลปะมากกว่าและสามารถสื่อถึงคนดูได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำหยาบคายเลย และผู้กำกับหนังไทยบางคนก็ออกมาเผยว่า บุคลากรไทยนั้นหันไปทำงานร่วมกับต่างประเทศกันหมดอาจเพราะว่ามีความคิดที่เสรีกว่าในไทย และเชื่อว่าในอนาคตหนังไทยอาจหายไปจากสังคัมไทย

แกรี โอลด์แมน คว้า ลูกโลกทองคำ 2018 จาก Darkest Hour

งานประกาศผลลูกโลกทองคำ 2018 สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม งานนี้ แกรี โอลด์แมน นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Darkest Hour คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ดราม่า ในบทของ วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษชาวอังกฤษผู้พลิกชะตาโลก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่เขามีรายชื่อประกาศและสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จด้วย ก่อนหน้านี้ทาง แกรี่ โอลด์แมน ได้ปฏิเสธรับบทดังกล่าวก่อนการถ่ายทำรวมถึงเขาก็ปฏิเสธภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำบทมาให้แต่ในที่สุดเขาก็รับเล่นใน Darkest Hour กับบท วินสตัน เชอร์ชิล โดยหลังจากที่เขาอ่านบทอย่างละเอียดและสนใจในตัวบทดังกล่าวเขาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมสนใจในตัวเชอร์ชิลล์มาตลอด เพราะเขาเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจริง ๆ ของเรา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ผมอยากแสดง จริง ๆ แล้วผมมีโอกาสจะได้เล่นเป็นเขาหลายปีมาแล้ว แต่ผมปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป สิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ใช่ความท้าทายทางด้านจิตใจหรือสติปัญญา แต่เป็นทางด้านกายภาพ ผมหมายถึง คุณลองดูผมแล้วดูเชอร์ชิลล์สิ… Darkest Hour คำปฏิเสธของผมก็กลายเป็นคำตอบรับ สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับบทหนังที่เยี่ยมมากของแอนโทนีเรื่องนี้ คือนี่ไม่ใช่ ‘หนังชีวประวัติ’ มันเล่าเรื่องราวตลอดช่วงสองสามสัปดาห์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ดังนั้นจึงไม่มีการเล่าเรื่องย้อนกลับไปกลับมา และไม่มีการแก่ขึ้น”

ซึ่งใน Darkest Hour นั้นนอกจากได้ร่วมกับ โจ ไรท์ ผู้กำกับแล้ว ยังได้ คาซูฮิโร ซูจิ มาทำหน้าที่แต่งหน้าเทคนิคพิเศษให้กับเขาเพื่อแปลงโฉมเป็น วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษผู้เปลี่ยนความเชื่อและวัฒนธรรมเดิมของสหราชอาณาจักรอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทาง ซูจิ ก็สามารถแปลงโฉมเขาออกมาได้สมจริงจนถอดแบบจากตัวจริงออกมาเลยทีเดียว ซึ่งเขาต้องใช้เวลาวันละ 3 ชั่วโมงในการแต่งหน้าและ 2 ชั่วโมงในการถอดอุปกรณ์แต่งหน้าออกรวมๆแล้ว 5 ชั่วโมงในแต่ละวัน

Darkest Hour คือเรื่องราวสุดระทึกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ วินสตัน เชอร์ชิล (รับบทโดย แกรี โอลด์แมน) มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และต้องเผชิญกับความวุ่นวายและวิกฤติที่เกิดขึ้น กองทัพนาซีเดินทัพมาใกล้ยุโรปตะวันตกและการรุกรานของนาซีเข้ามาใกล้ทุกที เชอร์ชิลจะเลือกใช้ยุทธวิธีใด ระหว่า หาทางเจรจาสันติภาพกับนาซี เยอรมนี หรือยืนหยัดต่อสู้เพื่ออุดมคติ เสรีภาพ และอิสรภาพของชาติ เขาต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางวิกฤติ พยายามกอบกู้ชาติ และพยายามที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ท่ามกลางประชาชนที่ยังไม่มีการเตรียมตัว กษัตริย์ผู้ช่างสงสัย และพรรคการเมืองของเขาที่วางตัวอยู่ตรงกันข้าม

แฟนๆลุ้น Star Wars 9 จะเปิดเผยเรื่องราวของผู้นำสโน๊คหรือไม่

แม้ว่า Star Wars 8 ที่กำลังฉายในขณะนี้จะเปิดเผยตัวผู้นำด้านมืดอย่าง สโน๊ค ไปแล้ว แต่ว่าก็ยังคงเป็นปริศนาค้างคาใจแก่ผู้ชมมากมายด้วยว่า ผู้นำสโน๊ค มาจากไหนและเป็นใครกันแน่ ซึ่งแฟนๆต่างก็หวังว่าใน Star Wars 9 นั้นทางผู้สร้างจะเผยเรื่องราวของผู้นำผู้นี้ออกมา สำหรับแฟนหนังที่ได้ชมหนังภาคต่อจากมหากาพย์สงครามกาแล็กซีสุดมันส์ Star Wars: The Last Jedi นอกจากจะประทับใจไปกับบทสรุปที่บอกถึงความหวังใหม่และสู้ไม่ถอยของกองกำลังกบฏฝ่ายต่อต้าน เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ทั้งสนใจ ทั้งข้องใจเกี่ยวกับเรื่องราวของฝ่ายปฐมภาคี กองทัพศัตรูที่ปรากฏตัวครั้งแรกในภาค The Force Awakens กันอยู่มากเลยทีเดียว เพราะ The Last Jedi ไม่ได้ให้ข้อมูลถึงที่มาที่ไปของกองกำลังวายร้ายด้านมืดนี้เลยแม้แต่น้อย แถมผู้นำสูงสุดสโน๊คแห่งปฐมภาคียังถูกปลิดชีพทิ้งไปง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเผยโฉมจริงที่ไม่ใช่ภาพโฮโลแกรม แต่ว่าหลังจากที่เปิดเผยตัวผู้นำฝ่ายปฐมภาคีที่ต้องการให้เรย์เข้าสู่ด้านมืดเช่นเดียวกับ ไคโร เรน แต่ว่ายังมีคำถามมากมายที่ค้างคาใจแก่ผู้ชมจำนวนมากว่าแท้จริงว่า สโน๊ค มีที่มาอย่างไร ทำไมถึงได้มาเป็นผู้นำฝ่ายปฐมภาคี ทั้งนี้มีการพูดถึงทฤษฎีต้นกำเนิดของสโน๊คที่คาดว่าจะเปิดเผยใน  Star Wars 9 ที่ตอนนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ โดยมีข้อสันนิฐานของชื่อตอนที่ตั้งคร่าวๆอย่าง Black Diamond ที่ดูเหมือนว่าในภาคดังกล่าวจะเป็นการเปิดเผยหรือย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกองกำลังฝ่ายปฐมภาคี ซึ่งเรื่องราวสงบมานานกว่า 30 ปีหลังจาก Star Wars 6 นอกจากนี้อาจยังมีทฤษฎีที่หักมุมของเรื่องด้วยว่า ผู้นำฝ่ายปฐมภาคี ผู้นี้อาจไม่ยังตายและจะกลับมาแผลงฤทธิ์โชว์ฝีมือให้สมกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดอีกครั้ง สังเกตได้จากคำใบ้ที่ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน ทิ้งไว้ให้ใน The Last Jedi กับฉากที่นายพลฮักซ์เข้าไปพบร่างผู้เป็นเจ้านาย ที่แม้ร่างกายจะถูกหั่นเป็นสองส่วนจนร่วงลงมากองกับพื้น แต่มือซ้ายข้างที่สวมแหวนเพชรดำกลับวางไว้ตรงบัลลังก์อย่างทรงสง่าดังเดิม

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงเพชรสีดำที่สโน๊คสวมไว้ว่า เพชรสีดำนี้สร้างจาก แร่ไคเบอร์ แร่สีดำที่บรรจุพลัง Force เอาไว้และใครที่ครอบครองมันจะมีพลังที่เหนือกว่าใครๆ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิฐานว่าแร่ดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้วิหารเก่าแห่งซิธ สำหรับทฤษฎีดังกล่าวนั้นเป็นยังข้อสันนิฐานเท่านั้น ซึ่งยังคงต้องรอการพิสูจน์ใน Star Wars 9 ว่าที่มาของผู้นำสโน๊คจะเปิดเผยในภาคนี้หรือไม่

เบน เอฟเฟล็ก เผยอยากกลับมากำกับ The Batman อีกครั้ง

หลังจากที่นักแสดงมากฝีมืออย่าง เบน เอฟเฟล็ก ประกาศว่าจะอำลาบท แบทแมน รวมถึงถอนตัวจากผู้กำกับหนัง The Batman เนื่องจากปัญหาที่ว่าเจ้าตัวไม่แฮปปี้กับบทหนังเท่าไหร่นักรวมถึงหลังประกาศถอนตัวไม่นานก็มีข่าวว่าเขาอำลาบทบาทของ บรูซ เวนย์ หรือ แบทแมน ด้วย แม้ว่าเขาจะอำลาบทดังกล่าวแล้วแต่ดูเหมือนว่าเขายังคงสนใจและอยากกลับมากำกับเช่นเดิมเรียกว่า การกลับมาของเขานั้นทำให้แฟนๆงงไปตามกันว่าสรุปแล้วจะกลับมาหรือไม่กลับมากันแน่

ล่าสุดนักแสดงรุ่นเก๋าออกมาเผยว่าอยากจะกลับมากำกับอีกครั้งใน The Batman โดยเขาให้สัมภาษณ์กับ Daily Sabah ไว้ว่า “สำหรับผม มันน่าสนใจและผมยกย่องอะไรเหล่านี้(บทภาพยนตร์และการกำกับภาพยนตร์) อยู่เสมอ ผมอยากกำกับหนังแบทแมน แต่ผมยังไม่ได้บทภาพยนตร์ที่ผมสามารถแฮปปี้กับมัน ทีมงานคนอื่นเลยเริ่มสร้างแล้วก็เขียนบทหนังอีกแบบขึ้นมา แต่ตอนนี้ ผมกำลังคิดหนักเกี่ยวกับทิศทางของจักรวาล DC ในอนาคตและผมจะทำตามไอเดียนั้นต่อไป” ก่อนเสริมว่า “ผมรู้ตัวว่าผมรักการทำงานร่วมกับทีมงานเหล่านี้และมันคือความสุขของผมจริง ๆ ที่ได้สร้างหนังแบทแมน”

จากการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ทาง เบน ได้ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาโปรเจคดังกล่าวว่า สาเหตุที่โปรเจคเรื่อง The Batman ต้องมีปัญหานั้นเนื่องจากเขามีความเห็นไม่ตรงกันกับทีมงานโดยเฉพาะคนเขียนบทที่ดูความเห็นออกมาไม่ตรงกันรวมถึงคิวงานแสดงภาพยนตร์ของเขาด้วยจึงเป็นสาเหตุในการถอนตัวดังกล่าว นั่นรวมถึงจากการที่เขาประกาศอำลาบทของแบทแมนอีกด้วย จึงทำให้ทางต้นสังกัดต้องหานักแสดงผู้มารับบทแบทแมนคนใหม่อีกครั้งโดยทางพระเอกหนุ่มไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวลือการกลับมารับบทแบทแมนในหนังเดียวของเดอะแฟลช Flashpoint แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็มีนักแสดงรุ่นเก๋ามากมายที่คาดว่าจะได้บทแบทแมนในภาคต่อๆไป ซึ่งผู้ที่อาจจะมารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบทแมนรุ่นใหญ่อย่าง เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน ซึ่งจะมารับบท โทมัส เวนย์ ใน Flashpoint รวมถึง เจค จิลเลนฮาล ที่อาจคว้าบท แบทแมนคนล่าสุดก็ได้ ซึ่งตอนนี้โปรเจคหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่อย่างใดซึ่งคาดว่าอาจจะสร้างหลังจาก The Batman ด้วยซ้ำ สำหรับเรื่อง The Batman ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและเจรจาอีกครั้งว่าใครจะมานั่งตำแหน่งผู้กำกับซึ่งแฟนๆก็คงต้องรอคอยคำตอบต่อไปว่านักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง เบน เอฟเฟล็ก จะกลับมากำกับตามเดิมหรือไม่ และในส่วนของโปรเจคท์ Flashpoint ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นการสร้างเพียงเท่านั้น ซึ่งกว่าจะถึงวันฉายที่กำหนดไว้คร่าว ๆ ในปี 2020

HBO ประกาศแล้ว Game of Thrones ซีซั่น 8 จ่อคิวลงจอปี 2019

ซีรี่ย์ยอดนิยมของผู้ชมกว่าล้านคนทั่วโลกอย่าง Game of Thrones ที่เรื่องราวดำเนินมาถึงซีซั่น 7 ซึ่งก็ลาจอไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ที่ผ่านมาด้วยยอดผู้ชมกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศและยังไม่รวมยอดผู้ชมจำนวนมากในต่างประเทศด้วยรวมเรตติ้งที่สูงจนถล่มทลายปิดฉากซีซั่น 7 อย่างสวยงามทั้งนี้แฟนๆต่างก็รอคอยว่า ซีซั่น 8 ซึ่งเป็นตอนจบของซีรี่ย์ชุดนี้จะลงจอเมื่อใด เริ่มแรกนั้นทางต้นสังกัดอย่าง HBO ได้ออกมาเผยว่ากำหนดเดิมของ Game of Thrones ซีซั่น 8 นั้นจะมีกำหนดออกอากาศในช่วงกลางปี 2018 ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม หรือ สิงหาคม แต่ทว่าแฟนๆต่างต้องผิดหวังไปตามๆกันเมื่อ HBO ได้ออกมาเผยว่า Game of Thrones ซีซั่น 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายนั้นจะมีกำหนดออนแอร์ในปี 2019 ซึ่งหมายถึงปีหน้านู้นเลย ซึ่งก็ทำให้แฟนๆรอคอยกันยาวๆเลย ทั้งนี้แม้ว่าซีรี่ย์จะมีกำหนดออกอากาศในปี 2019 นั้นเพื่อว่าให้เรื่องราวของ Game of Thrones ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบสมกับเป็นซี่รี่ย์ยอดนิยมแห่งยุคนี้ โดย HBO เผยว่าตอนนี้ทางทีมงานผู้สร้างนั้นกำลังถ่ายทำรวมถึงในซีซั่น 8 นั้นมีฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษที่เยอะมากและต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้แล้วยังรวมถึงคิวงานของทีมงานและนักแสดงในเรื่องด้วยซึ่งนักแสดงหลักๆหลายคนมีคิวแสดงทั้งซีรี่ย์และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมากมายซึ่งก็ทำให้การถ่ายทำต้องเลื่อนเวลาออกไปด้วย โดยทาง เคซี่ย์ บลอยส์ (Casey Bloys) บอสใหญ่แห่ง HBO กล่าวว่า “ในซีซั่น 8 นั้นมีการถ่ายทำที่ยุ่งยากและหลายฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษร่วมด้วย รวมถึงมีความซับซ้อนในการถ่ายทำและการตัดต่อ นอกจากรวมถึงคิวงานของนักแสดงด้วยซึ่งตอนนี้พวกเขามีงานแสดงภาพยนตร์ต่างๆอีกด้วย เช่น เอมีเลีย คาล์ก ติดคิวถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Han Solo หรือ โซเฟีย เทอร์เนอร์ ติดถ่ายทำภาพยนตร์ x-men: dark phoenix ซึ่งก็ต้องรอคิวงานของนักแสดงด้วย”

สำหรับ Game of Thrones ซีซั่น 8 แม้ว่าจะมีการวางกำหนดฉายในปี 2019 นั้นแต่ก็ยังไม่มีการกำหนดวันออกอากาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีคิวออกอากาศเดือนไหน ซึ่งก็มีกำหนดเปิดกล้องในเดือนตุลาคม 2017 และมีเวลาในการถ่ายทำจนถึงเดือนสิงหาคม 2018 ทั้งนี้ยังไม่รวมเวลาในการตัดต่อหรือใส่เทคนิคพิเศษ ซึ่งจากการที่ซีรี่ย์เลื่อนออนแอร์ในปี 2019 ซึ่งหมายความว่าทีมงานจะมีเวลาตัดต่อมากขึ้นเพื่อให้ซีรี่ย์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ปิดฉากและอำลาแฟนๆอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นที่จดจำมากที่สุด

รออีกยาว Bond 25 ยังเงียบไร้ผู้กำกับสานต่อ

เป็นหนังสายลับที่ครองใจแฟนๆมายาวนานจนตอนนี้ภาคล่าสุดอย่าง Bond 25 ซึ่งกำลังมีการวางแผนถ่ายทำไว้จำต้องชะงักไปล่าสุดยังไร้วี่แววผู้กำกับในภาคนี้ซึ่งไม่ทันกำหนดฉายในเดือนพฤศจิกายน 2019 แฟนๆอาจต้องรอกันยาวๆ แม้จะมีข่าวการคอนเฟิร์มกลับมารับบทสายลับมาดเท่ของ แดเนียล เคร็ก ผู้รับบท สายลับ 007 เจมส์ บอนด์ จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งแต่ว่ายังไม่มีข่าวว่าหนังจะมีกำหนดถ่ายทำหรือเปิดกล้องซึ่งก็เลยกำหนดเปิดกล้องไปแล้วด้วย โดยทางต้นสังกัดออกมาเผยว่า Bond 25 ภาคต่อล่าสุดของสายลับ เจมส์ บอนด์ ยังคงไม่มีกำหนดวันเปิดกล้องเนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีผู้กำกับคนใดนั่งตำแหน่งกำกับดังกล่าวได้เลย ล่าสุดทางสตูดิโอได้เล็งผู้กำกับในภาคนี้อย่า เดนิส วิลเลเนฟ แต่ก็จำต้องสละตำแหน่งผู้กำกับไปเนื่องจากคิวงานที่ไม่ลงตัว ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งผู้กำกับ Bond 25 นั้นยังว่างอยู่ในตอนนี้ สำหรับ เดนิส วิลเลเนฟ จัดว่าเป็นผู้กำกับที่มีผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ เช่น Arrival, Blade Runner 2049 และ Sicario แม้ว่าเจ้าตัวเผยว่าอยากร่วมงานกับ แดนเนียล เคร็ก ใน Bond 25 ก็ตามต้องทว่าตนติดถ่ายทำภาพยนตร์รีบูตเรื่อง Dune ซึ่งก็พลาดโอกาสดังกล่าวไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่า เดนิส วิลเลเนฟ จะมีคิวกำกับถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอยู่แต่เขาก็เผยว่าหากคิวงานว่างและทางสตูดิโออย่างมีตำแหน่งว่างให้เขานั้น เขาก็พร้อมจะกำกับเรื่องนี้ให้อย่างแน่นอน ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้ เก้าอี้ผู้กำกับจะได้ใครมาเป็นผู้เติมเต็มระหว่าง ยาน เดอมองจ์ (Yann Demange) และ ดวิด แมคเคนซี่ (David Mackenzie) สองผู้กำกับตัวเต็งที่ยังคงไม่มีทั้งข่าวตอบรับหรือข่าวปฏิเสธใด ๆ ออกมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่เชื่อว่าทีมงานก็กำลังเร่งเดินหน้าสานต่อโปรเจคท์หนังภาคต่อนี้อย่างเต็มที่ในขณะนี้เนื่องจากหนังมีกำหนดวันฉายออกมาแล้วในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019

ภาพยนตร์ชุดเจมส์บอนด์สร้างจากนิยายแนวสายลับของ เอียม เฟรมมิ่ง ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2505 ชื่อว่า พยัคฆ์ร้าย 007 (Dr.No)โดย ฌอน คอนเนอรี รับบท เจมส์ บอนด์ เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับ 4 ปัจจุบันภาพยนตร์ออกฉายไปแล้ว 24 ภาคและมีผู้รับบท เจมส์ บอนด์ แล้วถึง 8 คน โดย แดนเนียล เคร็ก ทำนักแสดงคนล่าสุดที่รับบทดังกล่าว  สำหรับ Bond 25 จะดัดแปลงจาก Never Dream of Dying นิยายของ เรย์มอนด์ เบนสัน (Raymond Benson) โดยสองผู้เขียนบทเจ้าเก่าอย่าง นีล เพอร์วิส (Neal Purvis) และโรเบิร์ต เวด (Robert Wade) เล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับคดีใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในโครเอเชีย, ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่ เจมส์ บอนด์ ต้องเข้าไปพัวพันด้วยอย่างคาดไม่ถึง

ผู้สร้างเผยอาจสูญเสียไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ใน Jurassic World 2

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Jurassic World 2 หรือ Jurassic World: Fallen Kingdom ซึ่งเล่าถึงภารกิจอพยพไดโนเสาร์ออกจากเกาะที่ภูเขาไฟกำลังระเบิด ล่าสุดทางผู้กำกับอย่าง เจ.เอ. บาโยน่า ออกมาบอกใบ้ว่าไดโนเสาร์รุ่นบุกเบิกอย่างทีเร็กซ์อาจจะตายในภาคนี้ รวมถึงผู้เขียนบท ผู้เขียนบท คอลิน เปรเวอร์โรว์ และนักแสดงหนุ่ม คริส แพรตต์ ที่บอกใบ้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในภาคนี้ว่า เรื่องราวใน Jurassic World: Fallen Kingdom จะมีประเด็นดราม่าที่เข้มข้นมาก ทั้งนี้รวมถึงการปูเนื้อเรื่องที่นำไปสู่ภาคต่อไปซึ่งผู้ชมจะเห็นเรื่องราวของโลกไดโนเสาร์ใหม่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์ชุดนี้ ตามเนื้อเรื่องที่บ่งบอกถึงยุคสิ้นสุดของไดโนเสาร์รุ่นดั้งเดิมที่กลับมาคร่าชีวิตพวกมันอีกครั้งซึ่งโบกมือลากันไป เพื่อเปิดทางสู่เรื่องราวใหม่ๆไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่เข้ามาแทนที่ในภาคถัดไป ซึ่งผู้สร้างเผยอีกว่าใน Jurassic World: Fallen Kingdom จะเป็นภาพยนตร์ชุด Jurassic Park ที่ดราม่าที่สุดและเศร้าที่สุดด้วย ซึ่งดูเหมือนจะคอนเฟิร์มแล้วว่า ไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์ที่เราเห็นมันมาตั้งแต่ภาคแรกนั้นอาจจะต้องโบกมืออำลาเราเช่นกันจากการบอกใบ้ในตัวอย่างแรก จะสังเกตจากฉากอพยพไดโนเสาร์เจ้าเร็กซี่จะตายเพราะอาการบาดเจ็บจากเหตุภูเขาไฟระเบิดซึ่งยังคงให้คำตอบไม่ได้จริงๆว่ามันตายเพราะอะไรกันแน่ ซึ่งแฟนๆคงต้องหาคำตอบในภาพยนตร์ นอกจากนี้แล้วในภาคถัดไปแฟนๆอาจจะได้เห็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เช่น แบรีออนิกซ์ (Baryonyx) ที่ว่ากันว่า มีจำนวนคมเขี้ยวมากกว่า แข็งแกร่งกว่า และดุร้ายกว่าไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ นอกจากนี้อาจจะได้เห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดอื่นๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาคที่ผ่านๆมาโดยเฉพาะสัตว์ทะเล หรือ สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งแฟนๆอาจได้เห็น จระเข้ยักษ์ซาร์โคซูคัส, งูยักษ์ไททันโอโบอา หรือ ฉลามเมกกาโลดอน ก็เป็นได้ แม้ว่าข้อมูลเรื่องของไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์จะตายในภาค  Fallen Kingdom แต่ก็เป็นเพียงคำบอกใบ้และข้อสันนิฐานข้างต้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวที่แท้จริงนั้นอาจจะต้องหาคำตอบกันในภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2018 นี้ นอกจากนี้ในภาคนี้แฟนๆจะยังเห็นไดโนเสาร์พันธุ์อื่นๆ เช่น ทอราโนดอน (Pteranodon), อะแพโทซอรัส (Apatosaurus), ไทรเซอราท็อปส์ (Triceratops), แองคิโลซอรัส (Ankylosaurus), แกลลิไมมัส (Gallimimus), สเตโกซอรัส (Stegosaurus), คอมป์ซอกนาทัส สำหรับ Jurassic World: Fallen Kingdom กำกับโดย เจ.เอ. บาโยน่า เขียนบทและโปรดิวเซอร์ โดย คอลิน เปรเวอร์โรว์  อำนวยการสร้างโดย สตีเว่น สปีลเบิกส์ และนักแสดงนำเช่น คริส แพรตต์ , ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด, บี.ดี.หว่อง, เจฟฟ์ โกลด์บลัม , ราฟ สปอลล์ ,โทบี้ โจนส์, เท็ด เลวีน, เจมส์ ครอมเวลล์ และ จัสติส สมิธ

Slender Man จากความสยองในโลกออนไลน์สู่ภาพยนตร์ระทึกขวัญปี 2018

สตูดิโอ Screen Germs ปล่อยตัวอย่างแรก Slender Man ความสยองจากโลกออนไลน์สู่ภาพยนตร์สุดหลอนพร้อมฉายเดือนพฤษภาคม 2018 ทั้งนี้คงต้องบอกว่าตำนานของเจ้าสแลนเดอร์ แมน นั้นจัดว่าเป็นปีศาจสุดหลอนที่ใครๆก็กล่าวถึงมากในโลกออนไลน์จนกลายมาเป็นเกมสยองขวัญสุดหลอน สำหรับ Slender Man ฉบับภาพยนตร์นั้น บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ นักเรียนม.ปลาย 4 คนได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของสเลนเดอร์แมน จากนั้น หนึ่งในเด็กสาวก็ได้หายไปอย่างลึกลับ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เธอได้ตกเป็นเหยื่อคนล่าสุดของสเลนเดอร์แมนแล้ว แม้ว่าตัวอย่างที่ปล่อยออกมานั้นจะดูไม่ค่อยหลอนหรือชวนขนลุกเท่ากับในเกมแต่เชื่อว่าทางผู้สร้างมีไม้เด็ดๆที่เก็บความหลอนและน่ากลัวเอาไว้ในภาพยนตร์แน่นอนถ้าหากว่ามันทำความหลอนได้ Slender Man จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่น่ากลัวและถูกกล่าวขานอีกเรื่องหนึ่ง

Slender Man กำกับโดย ซิลเวน ไวท์ แจส ซินแคลร์, โจอี้ คิง, จูเลีย โกลดานี เทลเลส, แอนนาลิเซ แบสโซ , อเล็กซ์ ฟิตซ์เอแลน และ เควิน แชปแมน พร้อมออกฉายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2018 สำหรับ Slender Man ถือกำเนิดในปี 2009 จากเว็บไซต์ชื่อว่า somethingawful จัดกิจกรรมตัดต่อรูปภาพถ่ายธรรมดาทำให้ในภาพมีภูตผีปีศาจในภาพนั้นพร้อมทั้งส่งเรื่องเล่าสยองขวัญที่เกี่ยวกับรูปภาพนั้นๆด้วย และรูปหนึ่งที่สามารถชนะใจกรรมการได้คือ รูปภาพขาวดำในนั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นในสวนเด็กร่วมกับเด็กคนอื่นๆ แต่ด้านหลังรูปภาพปรากฏร่างของชายแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสูทสีดำยืนอยู่ใต้ต้นไม้หลังเด็กผู้หญิงในรูป ภาพดังกล่าวเมื่อเผยแพร่ออกไปกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ จนทำให้ค่ายเกมค่ายหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์นำไปสร้างเป็นเกมซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากหลายๆคนบอกว่าเกมมีความหลอนมากโดยเฉพาะเมื่อเจ้าสแลนเดอร์ แมน โผล่ออกมาทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่บอกเสียงเดียวว่าเล่นไม่จบ นอกจากเกมแล้ว ปีศาจสแลนเดอร์ แมน ยังถูกนำมาเล่าเป็นตำนานสยองขวัญโดยบอกเล่าว่า สแลนเดอร์ แมนคือปีศาจที่ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่าร้อยปีแล้วซึ่งเสื้อผ้าของมันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามยุคสมัย สแลนเดอร์แมนมีลักษณ์คล้ายผู้ชายไม่มีใบหน้า ไม่มีผม มีแขนที่ยาวเหมือนหนวดปลาหมึก ลำตัวสูงโปร่ง และมันจะปรากฏกายขึ้นเมื่อมันจะกลืนกินวิญญาณของคนๆนั้น โดยเรื่องราวของสแลนเดอร์ แมน ถูกเล่าเป็นตำนานเรื่องอื่นๆอีกมากมายจนผู้อ่านคิดว่ามันคือเรื่องจริง นอกจากนี้ยังมีการทำคลิปผีต่างๆที่กล่าวถึงสแลนเดอร์ แมนอีกด้วย

รวมหนังยอดเยี่ยมประจำนิตยสาร TIME

นิตยสาร TIME นิตยสารชื่อดังระดับโลกได้มีการรวบรวมภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี 2017 ไปแล้ว ทีนี้ได้มารวบรวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 ที่จัดว่ามีความยอดเยี่ยมโดยวัดจากรายได้ คำวิจารณ์ และผลโวตจากประชาชนซึ่งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้นจัดว่าเป็นภาพยนตร์คุณภาพไม่ว่าจะเป็นฟอร์มยักษ์, ฟอร์มเล็กต่างๆ รวมถึงบท องค์ประกอบการเล่าเรื่องที่การันตีจากผู้ชมว่ายอดเยี่ยมประจำปี 2017 นี้มีเรื่องใดบ้างไปชมกันเลย

Girls Trip หนังคอมเมดี้จากผู้กำกับ มัลคอล์ม ดี. ลี (Malcolm D. Lee) คือเซอร์ไพรส์ที่หอมหวานที่สุดในซัมเมอร์นี้ ตั้งแต่การคัดเลือกนักแสดงอย่าง ควีน ลาติฟาห์ และ ทิฟฟานี่ แฮดดิช มานำทีมพากลุ่มเพื่อนเก่าเพื่อนแก่มั่วสุมมึนเมาแบบเอาให้ล้มหงายกันไปข้าง ซึ่งก็น่าแปลกที่สิ่งที่คนดูได้รับจากหนังคือความฟินและความสุขสุดบันเทิง และไม่รู้สึกอึดอัดใจจากมุกตลกทะลึ่งหยาบคายที่แทรกอยู่ในหนังเลยแม้แต่น้อย

Get Out ภาพยนตร์ระทึกขวัญต้นทุนต่ำแต่กวาดรายได้และคำชื่นชมจำนวนมาก แถมหนังยังบอกเล่าประเด็นของคนผิวสีได้อย่างไม่มีเรื่องไหนทำมาก่อนผนวกเข้ากับจิตวิทยาได้อย่างลงตัวมากโดยเฉพาะหนังตัวเอกคือ คนผิวสี ที่มีแฟนสาวเป็นคนผิวขาวซึ่งต้องเดินทางเข้ามาในบ้านของแฟนสาว หนังสอดแทรกความไม่เท่าเทียมของสังคมทั้งคนผิวขาวและคนผิวสีผสมความเป็นจิตวิทยาและมุกตลกร้ายอย่างลงตัว

Dunkirk ภาพยนตร์จากผู้กำกับฝีมือเยี่ยม คริสโตเฟอร์ โนแลน จัดว่าหนังเปิดเรื่องพาผู้ชมเข้าสู่ช่วงสงครามโดยไม่มีการแนะนำตัวละครใดๆทั้งสิ้น หนังสร้างจากเหตุการณ์จริงจาก ยุทธการที่ดันเคิร์ก เหล่าถึงเหล่าทหารที่ต้องหนีจากการโจมตีของฝ่ายศัตรูประกอบการเหล่าเรื่องที่ลุ้นระทึกและมุมกล้อง งานภาพที่เป็นโทนหม่นๆ เรียกคุ้มค่าแก่การเสียเงินเข้าชม

Call Me By Your Name เรื่องราวธรรมดา ๆ ระหว่างเด็กหนุ่มวัย 17 ปีและชายชาวอเมริกันที่พิเศษขึ้นมาทันทีเมื่อมาอยู่ในมือของ ลูกา กัวดานีโน ผู้กำกับที่สร้างหนังราวกับใช้เวทมนตร์สะกดจิตแล้วดึงคนดูให้เข้าไปสู่โลกแห่งความฝันที่ผสมผสานความสดใสของฤดูร้อนและความเย้ายวนของชีวิตรักวัยรุ่นออกมาได้อย่างนุ่มนวล ลงตัว และครบรสครบทุกอารมณ์จริง ๆ

Kedi หนังสารคดีจากผู้กำกับ เจด้า โทรุน (Ceyda Torun) ที่เลือกเสนอภาพ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ผ่านมุมมองของเหล่าแมวจรทั้งหลายรอบเมือง หนังสามารถพาเราลัดเลาะไปยังทุกซอกทุกมุม จนทุกคนจะต้องเผลอหลงเสน่ห์บรรยากาศความวุ่นวายและความมีชีวิตชีวาของเมืองใหญ่กันโดยไม่รู้ตัว

Netflix ไฟเขียว Bright ภาค 2 มาแน่

Netflix เว็บไซต์สตรีมซีรี่ย์และภาพยนตร์ชื่อดังออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า Bright 2 ได้รับไฟเขียวให้สร้างต่อแน่นอนว่าพร้อม วิล สมิธ ก็กลับมาในภาคนี้เช่นเดิม แม้ว่าภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง Bright ที่เพิ่งลงสตรีมในเว็บไซต์ Netflix ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาซึ่งแม้ว่าจะได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมก็ตาม แต่แม้ว่าบางคนบอกว่าหนังออกมาไม่ดีเท่าที่ควรรวมถึงการวิจารณ์ก็ออกมาไม่ดี แต่ว่าทางต้นสังกัดอย่าง Netflix ก็ไม่สนใจคำวิจารณ์และพร้อมเดินหน้าสร้างภาคต่อออกมาทันที ล่าสุด ก็แอบส่งคลิปเพื่อยืนยันแน่นอนแล้วว่า จะเดินหน้าสร้างภาคต่อ Bright ต่อไปแบบไม่สนใจข่าวลือและกระแสคอมเมนต์ในด้านลบกันเลยทีเดียว

คลิปที่ปล่อยออกมา เผยให้เห็นถึงการออดิชั่นของผู้ที่จะมารับบทเป็นตัวละครเผ่าพันธุ์ออร์ค กล่าวถึงความชอบส่วนตัวการันตีความสนุกของ Bright ภาคแรกและจะรู้สึกยินดีมาก ๆ หากได้ร่วมงานกับ วิล สมิธ (Will Smith) นักแสดงนำหลักของเรื่อง ปิดท้ายด้วยคำโฆษณาสุดกวนตามสไตล์ของหนังจากผู้สร้างว่า “Bright 2 จะสนุกขึ้น แสบทรวงขึ้น เหล่าออร์คจะป่วนขึ้น และเตรียมพบกับสงครามสุดแฟนตาซีกันได้ แต่โอเค หนังยังต้องใช้เวลาสร้างอยู่นะ”  ถือว่าชัดเจนแล้วว่าทีมผู้สร้างและ Netflix เดินหน้าสร้างภาคต่อออกมาอย่างแน่นอนและเราจะได้เห็นคู่หูมนุษย์และออร์คกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง พร้อมทั้งผู้กำกับอย่าง เดวิด เอเยอร์, เอริค นิวแมน, ไบรอัน อันเคลส ก็กลับมาทำหน้าที่เดิมรวมถึงทีมผู้สร้างจากภาคแรกเช่นกัน แม้ว่าหนังจะยังไม่เปิดกล้องและรายละเอียดของภาคต่อว่าจะเป็นอย่างไร แต่เป็นที่คอนเฟิร์มแล้วว่านักแสดงอย่าง วิล สมิธ และ โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน จะกลับมารับบทนำอีกเช่นเคย

สำหรับ Bright ภาคแรกเป็นเรื่องราวของโลกที่มีเผ่าพันธุ์อื่นๆนอกเหนือจากมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างจนนำไปสู่การปฏิบัติภารกิจสยบคดีที่แสนวุ่นวายจากการอยู่ร่วมกันของกลุ่มหลายเผ่าพันธุ์อย่าง มนุษย์ ออร์ค และ เอลฟ์ ของคู่หูตำรวจเผ่าพันธุ์มนุษย์ วอร์ด (วิล สมิธ) และเผ่าพันธุ์ออร์ค จาโคบี (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน) ที่ต้องปกป้องไม้กายสิทธิ์จากบางคนที่ต้องการมันและครอบครองมัน พร้อมด้วยแสดงมากมายเช่น นูมิ ราเพซ , ลูซี ฟราย , เอ็ดการ์ รามิเรซ, ไอค์ บารินโฮลทซ์ และมาร์กาเร็ต โช โดยภาพยนตร์เรื่อง Bright เป็นภาพยนตร์ในเว็บ Netflix ที่มียอดผู้ชมมากที่สุดด้วย ซึ่งก็ทำให้เว็บไซต์และผู้สร้างรับรายได้อย่างมากมายนั่นไม่น่าแปลกเลยที่ทางเว็บไซต์จะไฟเขียวให้สร้างภาคต่อออกมา ซึ่งหนังก็ยังไม่กำหนดสตรีมซึ่งคาดว่าน่ามาในช่วงปลายปี 2018 นี้สำหรับแฟนๆที่ชื่นชอบ Bright ภาคแรก ก็ไม่ควรพลาดชม