สตอปโมชัน อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์

เทคโนโลยีการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นมีการพัฒนาเรื่อยๆมาในช่วงแรกๆการถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีการใช้เทคนิคพิเศษนั้นในช่วงยุคที่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกยังไม่เข้ามามีบทบาทนัก การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า การถ่ายสต็อปโมชัน (stop motion) เทคนิคนี้ถูกใช้กันมานับตั้งแต่ช่วงปี 1910 ซึ่งใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ประเภทการ์ตูนแอนิเมชั่น การถ่ายทำประเภทนี้ค่อนข้างใช้เวลานานมากและต้องมีความละเอียดในการถ่ายทำสูง  สต็อปโมชัน เป็นการถ่ายทำแอนิเมชันที่ผู้ทำแอนิเมชันต้องสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการวาดบนแผ่นกระดาษ หรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือ ขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิด ๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรม ๆ เทคนิคนี้นิยมใช้มากในช่วงยุคแรกๆของภาพยนตร์มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ถ่ายทำในรูปแบบนี้ เช่น King Kong (1930), Mary and Gretel (1916) และอีกมากมาย

การถ่ายสต็อปโมชัน มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ เคลย์แอนิเมชัน (Clay animation หรือเรียกว่า เคลย์เมชัน claymation) คือ การถ่ายทำโดยการปั้นดินเหนียวหรือขี้ผึ้งเป็นรูปร่างจากนั้นใช้โครงลวดติดไว้ด้านข้างของรูปปั้นนั้นๆเพื่อใช้ในการดัดท่าทาง และถ่ายทำโดยการถ่ายภาพเป็นเฟรมๆและนำมาเรียงต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว คัตเอาต์แอนิเมชัน (Cutout animation) เป็นการถ่ายทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม ซึ่งสมัยก่อนนิยมถ่ายทำในลักษณะดังกล่าว แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย เทคนิคนี้ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ถ่ายแอนิเมชั่นเรื่องยาว เพราะค่อนข้างยุ่งยากจึงนิยมใช้การถ่ายแบบสั้นๆมากกว่า

กราฟิกแอนิเมชัน (Graphic animation) เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ตั้งแต่ปี 1980 และเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน การนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกไว้ ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage ) โดยอาจใช้เทคนิคแแอนิเมชันแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้ เทคนิคนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการไตเติ้ลหรือถ่ายในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้เทคนิคนี้ยังมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โมเดลแอนิเมชัน (Model animation) คือการสร้างตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและฉากหลังเหมือนจริง เทคนิคนิยมใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์เนื่องจากใช้เวลาน้อยและใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ถ่ายทำเพิ่มเติม

แอนิเมชันที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation) เป็นการใช้การถ่ายทำโมเดลโดยใช้วัตถุอื่นๆนอกเหนือจาก ดินเหนียว หรือ ขี้ผึ้ง เช่น ตุ๊กตา, เลโก้ เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีแอนิเมชั่นในการถ่ายทำรูปแบบสต๊อปโมชั่น เช่น The Curse of the Were-Rabbit (2005), Corpse Bride (2005), Chicken Run (2000) เป็นต้น

 

เทคนิค Blue Screen และ Green Screen

การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องของสถานที่ถ่ายทำต่างๆเพื่อใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำซึ่งจะสื่อถึงสถานที่ต่างๆในเรื่อง แต่ว่าในปัจจุบันภาพยนตร์ที่มีการใช้โลเคชั่นแบบจินตนาการผู้สร้าง โดยเฉพาะภาพยนตร์แนวแฟนตาซีนั้น สถานที่ถ่ายทำไม่ว่าจะเป็น ปราสาท, หุบเขา, ป่าไม้ ที่แปลกตาหรือจินตนาการของผู้สร้างนั้นคงหาไม่ได้ในโลกความจริงดังนั้นการใช้พื้นหลังหรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเพื่อใช้เป็นพื้นหลังของสถานที่นั้นๆจึงถูกเพิ่มเข้ามาใช้ในการถ่ายทำ เทคนิคนี้เรียกว่า เทคนิค Blue Screen และ Green Screen หรือเทคนิคการซ้อนภาพ เป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมานานแล้วในการถ่ายทำภาพยนตร์หรือในรายการโทรทัศน์ และสามารถทำได้แนบเนียนมากจนเราไม่ทราบว่าฉากหลังต่างๆนั้น เป็นการถ่ายทำจริง หรือถ่ายทำทีละครั้ง แล้วนำภาพมาซ้อนกัน เทคนิคนี้เบื้องหลังคือการให้นักแสดงพูดคุยโดยฉากหลังคือผ้าสีน้ำเงินหรือสีเขียว จากนั้นนำมาใช้กระบวนการตัดต่อโดยการซ้อนภาพ ซ้อนฉากสถานที่ต่างๆลงในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวเลย สามารถทำได้ในกองถ่ายหรือสตูดิโอ ในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ รวมทั้งการถ่ายภาพ ในปัจจุบัน นิยมใช้ทั้ง Blue Screen และ Green Screen แต่การแต่งกายของผู้แสดง หรือพิธีกร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีที่เหมือนกับฉากหลัง เช่น สีฟ้า ถ้าฉากหลังเป็น Blue Screen จากบทความในต่างประเทศได้เปรียบเทียบการใช้ Blue Screen กับ Green Screen ไว้ ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ถ้าเราสังเกตภาพที่เกิดจากการซ้อนภาพและฉากหลัง หลายๆครั้งจะพบว่า ภาพคนนั้นมีขอบเป็นสีติดมา ทำให้ดูไม่แนบเนียนหรือรู้เลยว่า นี่เป็นการทำภาพซ้อน Effect ดังกล่าว เรียกว่า Blue Spill หรือ Green Spill ซึ่งบทความกล่าวว่า Blue Spill จะสังเกตได้ยากกว่า หรืออาจจะไม่สังเกตเห็น เมื่อเทียบกับ Green Spill

การใช้ เทคนิค Blue Screen และ Green Screen นั้นมีใช้ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงขั้นสูง ซึ่งในระดับเบื้องต้นนั้นสามารถใช้งานได้โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีมากมายส่วนใหญ่ใช้ในการถ่ายทำหนังสั้นหรือวีดีโอสั้นๆไม่ยุ่งยาก แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนั้นค่อนข้างมีต้นทุนสูงมากและต้องมีความละเอียดสูงในการใส่ภาพใน Blue Screen และ Green Screen เพื่อให้ภาพออกมาละเอียดที่สุด นอกจากนี้การใช้ Blue Screen และ Green Screen ไม่ได้มีแค่ฉากหลังอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำมาปรับใช้ร่วมกับการสร้างวัตถุอีกด้วยเช่น การสร้างสัตว์โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกโดยนำวัตถุสีเขียวหรือสีน้ำเงินมาใช้ จากนั้นเบื้องหลังจึงนำมาใส่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้างเป็นวัตถุต่างๆ ปัจจุบันเทคนี้นิยมใช้อย่างแพร่หลายแต่ก็มีความแตกต่างไป เช่น Blue Screen จะให้ภาพที่โทนหม่นกว่า Green Screen เป็นต้น

เทคโนโลยีภาพยนตร์ที่จะกลายเป็นสิ่งที่นิยมในอนาคต

เทคโนโลยีด้านการนำเสนอสื่อด้านภาพยนตร์นั้นตอนนี้กำลังก้าวไกลและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากซึ่งในอนาคตอันใกล้นั้นจะมีเทคโนโลยีด้านภาพยนตร์ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้นแม้ว่าบางเทคโนโลยีนั้นเป็นที่ยอมรับและนำมาใช้บ้างแล้ว แต่ก็มีบางเทคโนโลยีที่กำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นั้นการนำเสนอสื่อภาพยนตร์จะช่วยให้ผู้ชมได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

IMAX จัดว่าเป็นเทคโนโลยีภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมแล้วในปัจจุบันและตอนนี้เป็นที่แพร่หลายมีการสร้างโรงภาพยนตร์ IMAX มากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งค่าเข้าชมยังไม่แพงเหมือนสมัยก่อนแล้วเปรียบเทียบได้ก็คือราคาแพงกว่าระบบธรรมดาเพียงนิดเดียวเท่านั้น เทคโนโลยี IMAX นั้นคือการนำเสนอสื่อภาพยนตร์บนจอขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูงกว่าระบบภาพยนตร์ปกติแม้ว่าในสมัยก่อนมีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำระบบนี้น้อยมากและเป็นภาพยนตร์เฉพาะเท่านั้น ปัจจุบันภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องหันมาถ่ายทำด้วยระบบนี้มากขึ้นแล้ว

เทคโนโลยี 3มิติโดยไม่ใช้แว่น เทคนิคการนำเสนอภาพ 3 มิติ ของภาพยนตร์นั้นมีการใช้มานานแล้วตั้งแต่ยุค 1980 ในตอนนั้นยังมีการใช้แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เทคโนโลยีสามมิตินั้นจัดว่าเป็นที่นิยมเรื่อยๆมาเนื่องจากผู้ชมสามารถมองเห็นภาพในจอที่มีความลึก บางฉากเห็นสิ่งของทะลุจอออกมา ต่อมาภาพสามมิติเริ่มหันมาใช้การสวมแว่นแบบใหม่ที่ไม่ทำให้เสียสายตาเหมือนกับแว่นตาสีแดง-น้ำเงินแล้ว เริ่มแรกการชมภาพยนตร์แบบ 3 มิติค่อนข้างมีราคาแพงและมีรอบการฉายน้อย แต่ในปัจจุบันภาพยนตร์ 3 มิติจัดว่าสามารถชมได้ทั่วไปตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการผลิต สมาร์ททีวีบางรุ่นที่สามารถชมภาพยนตร์ 3 มิติได้เช่นกัน สำหรับเทคโนโลยี 3มิติโดยไม่ใช้แว่นนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีการทดลองฉายซึ่งภาพยนตร์ชื่อดัง Avatar  2 จะใช้เทคโนโลยีนี้ในการฉายด้วย

เทคโนโลยี 4D ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จัดว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทในการชมภาพยนตร์มากขึ้นนี้เป็นสุดยอดของความบันเทิงสำหรับคนชอบดูหนังอย่างมากซึ่งผู้ชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศเสมือนจริงทั้ง เก้าอี้สั่นได้, ควัน, กลิ่น สารพัดที่ใส่เข้ามา แม้ว่าในปัจจุบัน 4D เข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับผู้ชมแต่ยังไม่ขยายกว้างขวางมากนักเนื่องจากยังมีโรงภาพยนตร์ที่จำกัดและมีราคาที่แพง แต่คาดว่าในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยี 4D จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและมีราคาที่ถูกลงเช่นเดียวกับ IMAX ในปัจจุบัน

ระบบเสียง ปัจจุบันเทคโนโลยีภาพยนตร์มีการพัฒนาระบบเสียงเพื่อให้ได้อรรถรสในการชมมากขึ้นซึ่งตอนนี้ระบบเสียงที่กำลังเป็นที่นิยมและกำลังเข้ามามีบทบาทอย่าง dolby atmos เป็นต้น

 

โฮโลแกรม อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์ในอนาคต

โฮโลแกรม เทคโนโลยีการนำเสนอภาพเสมือนจริงโดยการฉายจากเครื่องฉายภาพให้ปรากฏในรูปแบบภาพเสมือนโดยไม่ต้องใช้จอภาพยนตร์ จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างกว้างขวางมากแม้ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็น วงการแพทย์, คอนเสิร์ต หรือนิทรรศการต่างๆ ซึ่งในอนาคตนั้นเราอาจจะได้เห็นการนำเสนอเทคนิคสื่อภาพยนตร์แบบโฮโลแกรม หากเราเคยชมภาพยนตร์ชุด Star Wars หรือ Iron Man จะเห็นฉากการแสดงภาพแบบโฮโลแกรมที่สามารถสื่อสารและแสดงการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจัดว่าเป็นไอเดียและเทคโนโลยีที่กำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นในอนาคตแล้ว สำหรับวงการภาพยนตร์นั้นก็มีการพัฒนาเอาเทคโนโลยีโฮโลแกรมจะใช้ในการฉายภาพยนตร์เสมือนจริงที่ดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้ชมสามารถมองเห็นภาพเสมือนจริงที่แตกต่างจากภาพสามมิติ เสมือนเรากำลังอยู่ใกล้กับเหตุการณ์นั้นหรือบุคคลนั้นๆด้วย

เทคโนโลยีโฮโลแกรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึงแสง 3 มิติลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นนั้นจับต้องโอบกอดได้ที่เรียกว่า “3D Hologram” แนวคิดโฮโลแกรมนี้มีการกล่าวถึงกันมานานเป็นหลายสิบปีแล้วในวงการนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ Sci-Fi เช่นในหนังสือเรื่อง The Foundation ของ Isaac Asimov

โฮโลแกรมนี้ถูกค้นพบโดยเดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor, 1900-1979) วิศวกรไฟฟ้าชาวฮังการี ในวันอีสเตอร์ ปี ค.ศ. 1947 โดยกาบอได้ค้นพบหลักการของโฮโลกราฟีโดยบังเอิญ ในระหว่างที่พัฒนาปรับปรุงคุณภาพของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่บริษัท British Thomson-Houston ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษ. จากการค้นพบนี้ กาบอได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1971 เทคนิคที่คิดค้นเดิมยังใช้อยู่ในกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาพสามมิติอิเล็กตรอน แต่ภาพสามมิติเป็นเทคนิคแสงซึ่งไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีการพัฒนาของเลเซอร์ในปี 1960 ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งคณะนักวิจัยของสหรัฐอเมริกาสามารถคิดค้นการยิงภาพโฮโลแกรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถฉายภาพ 3 มิติแบบเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง ซึ่งในปัจจุบันโฮโลแกรมสามารถพัฒนาการฉายภาพให้สามารถมองเห็นได้ 360 องศา รวมถึงภาพบุคคลต่างๆที่มีขนาดเท่าคนจริง เช่น คอนเสิร์ตรำลึก ไมเคิล แจ็คสัน ที่มีการฉายภาพนักร้องดังผู้นี้กำลังแสดงร้อง เต้น ที่เสมือนจริง ปกติแล้วการสร้างภาพ 3 มิติจะใช้หลักการเดียวกันคือ การฉายภาพให้ตาแต่ละข้างเห็นภาพต่างมุมมองกัน ตาทั้งสองรับภาพไม่เท่ากันจะสามารถรู้ระยะ ตื้น ลึกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ชมจะต้องสวมแว่นตาพิเศษ แต่เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติไม่ใช้แว่นตาพิเศษ

Avatar 2 ล้ำหน้าถ่ายทำในระบบ 3 มิติแบบไม่ต้องใส่แว่น

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เทคโนโลยีการถ่ายทำที่ล้ำหน้ากว่าเรื่องอื่นๆแล้วอย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar 2 หนังภาคต่อที่หลายคนรอคอยทั้งนี้นอกจากหนังจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเทคโนโลยีในการถ่ายทำที่ก้าวล้ำอนาคตไปอีกนั่นคือ การถ่ายทำในรูปแบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใช่แว่นตา จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่จะบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ในวงการภาพยนตร์ ทั้งนี้จากการเปิดเผยข้อมูลจากผู้กำกับอย่าง เจมส์ คาเมรอน ซึ่งเขาได้เผยว่าในการถ่ายทำระบบ 3 มิติของ  Avatar 2 นั้นจะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ โดยการถ่ายแบบ 3 มิติซึ่งผู้ชมไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตาในการรับชม ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเขาจับมือกับบริษัทผู้พัฒนาภาพ Christie Digital ซึ่งเป็นการใช้ระบบจอแบบ RGB Laser Projection เป็นระบบการฉายภาพยนตร์แบบระบบยิงเลเซอร์ซึ่งเป็นจอภาพยนตร์แบบใหม่ ซึ่งผู้ชมสามารถรับชมภาพยนตร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นตาสามมิติแต่อย่างใด ทำให้ผู้ชมสัมผัสรูปแบบของภาพยนตร์สามมิติอย่างเต็มตา นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังทำให้ลดปัญหาเวียนหัวและปวดตาจากการสวมแว่นตาด้วย ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการถ่ายทำระบบนี้ว่าใช้เทคนิคในการถ่ายทำอย่างไรบ้างนั้น แฟนๆคงต้องพิสูจน์กันในวันที่เข้าฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้่ในปี 2020 ซึ่งคาดว่าระบบการถ่ายทำนี้จะเป็นก้าวหนึ่งของวงการภาพยนตร์ที่จะก้าวล้ำอนาคตต่อไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีการผลิตทีวีที่สามารถรับชมภาพยนตร์ในรูปแบบสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นตาก็ได้

IMAX การถ่ายทำภาพยนตร์ความละเอียดสูง

ในปัจจุบันมีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่มีการฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX ภาพยนตร์จอยักษ์ที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมจำนวนมาก ภาพยนตร์เหล่านี้มีการฉายกำจัดเฉพาะโรงภาพยนตร์เท่านั้น นั่นเพราะว่าโรงภาพยนตร์ IMAX นั้นแตกต่างจากโรงภาพยนตร์ทั่วไปเพราะว่าการฉายและจอภาพยนตร์มีขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูงมาก แล้วทำไมหนังบางเรื่องต้องฉายใน IMAX แล้วภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วย IMAX แตกต่างอย่างไร

IMAX ย่อมาจากคำว่า Image MAXimum เป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยกล้องถ่ายทำที่มีคุณภาพความละเอียดสูงมาก รวมถึงการฉายภาพยนตร์ที่มีจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ซึ่งแตกต่างจากจอภาพยนตร์ทั่วๆไปที่มีสัดส่วนที่ 1.85:1 โดยภาพยนตร์ของ IMAX ที่ฉายนั้นจะมีขนาดจอที่กว้าง 22 เมตร สูง 16.1 เมตร และฉายด้วยหลอดซีนอนขนาด 15 กิโลวัตต์ โรงภาพยนตร์แบบ IMAX กำเนิดขึ้นโดย บริษัท IMAX Corporation ประเทศแคนาดา โดยการฉายภาพยนตร์ที่มีความละเอียดสูงและจอขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่การฉายภาพยนตร์ IMAX นั้นเป็นแนวสารคดี ในปัจจุบันมีการใช้กล้องไอแม็กซ์ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ทั่วไป

กล้องภาพยนตร์ไอแม็กซ์นั้นเป็นกล้องที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 70 มม. ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที ขณะที่ภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. เนื่องด้วยการถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์นั้นใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ฟิล์ม 70 มม. มีราคาแพง ซึ่งภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะมีการนำมารีมาสเตอร์จาก 35 มม. เป็น 70 มม. ในบางฉาก รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ใช้กล้องไอแม็กซ์ในบางฉากเท่านั้น ซึ่งไม่ภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่ถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์ทั้งเรื่องเช่น interstellar, transformers the last knight, avatar เป็นต้น

รวมภาพยนตร์ที่ใช้เทคนิค Lonk Take

อย่างที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้การถ่ายทำภาพยนตร์แบบ Lonk Take ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างมากทั้งในตัวนักแสดงเองรวมถึงทีมงานในการถ่ายทำด้วย มีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ถ่ายด้วย Lonk Take และเป็นการถ่ายทำที่ดีมากๆ ซึ่งในวงการภาพยนตร์นั้นมีเพียงไม่กี่สิบเรื่องที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้และสามารถได้รับคำชมของผู้ชมได้อย่างดีมาก เรามาดูกันว่ามีเรื่องใด ฉากใดบ้าง

Oldboy (2003) ภาพยนตร์แอ็คชั่น – ดราม่า สัญชาติเกาหลีใต้ ผลงานกำกับของ ปาร์ค ชานวุค สำหรับในภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากถ่าย Lonk Take ยาว 2 นาที เป็นฉากนหนึ่งที่พระเอกต่อสู้กับแก๊งอันธพาล โดยฉากดังกล่าวเป็นการถ่ายคล้ายกับเรากำลังเกมต่อสู้ที่ดำเนินไปเรื่อยๆ

ต้มยำกุ้ง (2005) ภาพยนตร์ไทยที่มีการถ่ายเทคนิค Lonk Take นานเกือบ 4 นาที ฉากนี้เป็นฉากที่พระเอกที่รับบทโดย จา พนม บุกข้าไปในเหล่าค้าสัตว์เถื่อนของแก๊งค้าสัตว์ข้ามชาติเพื่อช่วยช้างแสนรักของตนกลับไป เรียกว่าฉากนี้นักแสดงบุกเดี่ยวสู้กับผู้ร้ายกว่า 30 คน ไล่ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุดของตึก

Gravity (2013) ภาพยนตร์ไซไฟ- เอาตัวรอด ซึ่งมีการถ่ายเทคนิค Lonk Take ถึง 2 ฉาก โดยฉากแรกเป็นฉากตอนต้นเรื่องยาวถึง 17 นาที เป็นฉากที่นางเอกต้องเผชิญกับการชนของขยะอวกาศทำให้เธอต้องลอยเคว้งในอวกาศ และฉากที่ 2 เป็นฉากที่เธออยู่ในสถานีอวกาศอีกแห่งหนึ่งโดยเจอกับขยะอวกาศพุ่งชนเช่นกัน

Russian Ark (2002) นี่เป็นภาพยนตร์ถ่ายฉาก Lonk Take ที่ยาวที่สุดในโลกโดยเป็นการถ่ายทำเกือบทั้งเรื่องยาวถึง 87 นาที

อัตราส่วนภาพในภาพยนตร์ที่ควรรู้

เทคโนโลยีภาพยนตร์ อัตราส่วนภาพ

เมื่อได้เปิดหนังดูในเครื่องเล่นดีวีดหรือบูลเรย์ หรือแม้กระทั่งชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เราจะสังเกตว่าความกว้างของจอภาพยนตร์นั้นมีอัตราส่วนที่แตกต่างกัน อัตราส่วนภาพนั้นคืออะไรมีความหมายอย่างไรและจำเป็นในการฉายภาพยนตร์อย่างไร

อัตราส่วนภาพ คือ ส่วนภาพบางส่วนของภาพยนตร์ที่ถูกครอปออกไปเพื่อให้สามารถรับชมได้ตามทีวี จอภาพยนตร์ เพื่อให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมในการรับชม อัตราส่วนภาพหรือในวงการภาพยนตร์เรียกกันว่า แอสเป็กเรโซของภาพ (Aspect Ratio) จุดเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1930 โดย โทมัส เอดิสัน เป็นผู้คิดค้นอัตราส่วนภาพเพื่อใช้กับฟิล์ม 70 มม. ในยุคนั้นเมื่อวัดอัตราส่วนได้เป็นสัดส่วนคือ 4:3 นิยมใช้กันมากซึ่งเข้ากับโทรทัศน์ในยุคนั้นอัตราส่วน 4:3 มีการใช้มายาวนานถึง 35 ปี ซึ่งใช้ได้กับวัสดุเครื่องเล่นอย่าง วีดีโอ, วีซีดี เป็นต้น

ต่อมาวงการภาพยนตร์มีการถ่ายทำในอัตราส่วน 2.39:1เป็นอัตราส่วนใช้กับจอภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ โดยการครอบส่วนภาพด้านล่างออกเมื่อชมในโทรทัศน์ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีขอบดำอยู่ด้านบนและด้านล่างของจอภาพ โดยการฉายในโรงนั้นเป็นอัตราส่วนนี้เนื่องจากจอภาพยนตร์มีลักษณะกว้าง ซึ่งโทรทัศน์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้อัตราส่วน 16:9 ซึ่งภาพยนตร์บางเรื่องถ่ายทำในอัตราส่วนนี้เมื่อนำมาชมบนโทรทัศน์จะเห็นเป็นภาพเต็มจอ แต่จะมีขอบดำนิดหน่อย ซึ่งภาพในอัตราส่วนนี้มีความละเอียดแบบ HD และ Full HD

ต่อมาโรงภาพยนตร์ IMAX มีจอภาพยนตร์ที่มีขนาดใหญ่มากและถ่ายทำด้วยกล้องความละเอียดสูงในอัตราส่วน 1.85:1 ซึ่งจอจะมีความสูงกว่า จอภาพยนตร์ของโรงภาพยนตร์ทั่วไป ปัจจุบันส่วนมากภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงภาพยนตร์จะฉายในระบบภาพ 2.39:1 ซึ่งเป็นจอกว้าง หรือ สี่เหลี่ยมผืนผ้านั่นเอง

ยุคก้าวหน้าของ ซีจี ในภาพยนตร์

   ในปัจจุบันภาพยนตร์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะเทคนิคการใช้ภาพด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสูง ทำให้ผู้สร้างได้จินตนาการฉากต่างๆออกมาบนจอภาพยนตร์ได้อย่างสมจริง ยุคของหนังซีจีหรือ วิชวลเอฟเฟค นั้นเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในยุค 90 ซึ่งเป็นยุคที่งานด้านวิชวลเอฟเฟค เฟื่องฟูอย่างมาก จนทำให้มีการพัฒนาด้านงานกราฟฟิคต่างๆออกมามากขึ้น

ข้อดีของการทำวิชวลเอฟเฟคของภาพยนตร์ คือ สามารถใส่ฉากต่างๆได้ง่ายขึ้น ช่วยในเรื่องจินตนาการของผู้สร้างออกมาไดสมจริง ง่ายต่อการเซ็ทฉากต่างๆ ประหยัดเวลาในการถ่ายทำ ช่วยให้หนังสร้างออกมาได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองการทำวิชวลเอฟเฟคจึงมีบทบาทสำคัญต่องานสร้างภาพยนตร์อย่างมาก ภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู้ดหลายๆเรื่องมีการนำเอาเทคนิคนี้เข้ามาเพื่อสร้างจินตนาการตามที่ต้องการ จึงทำให้มีการศึกษาด้านวิชวลมากขึ้น และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสมอๆ

งานด้านวิชวลถือว่าเป็นงานที่สามารถสร้างฉากต่างๆออกมาได้ละเอียดและสมจริง อย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง อวตาร ที่มีการใช้งานวิชวลเอฟเฟคตลอดทั้งเรื่อง โดยฉากต้นไม้ ภูเขา ดวงดาวต่างๆนั้นทำออกมาได้ละเอียดและสมจริง หรืออีกเรื่องหนึ่งคือ gravityที่นำเสนอภาพด้านวิชวลที่สมจริงของพื้นที่ต่างๆของโลก งานด้านวิชวลเอฟเฟคนั้นถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดที่สูงมาก ทั้งในเรื่องของความละเอียดต่างๆ เช่น ควันไฟ สีภาพ จนไปถึงเม็ดทราย ซึ่งหากสร้างออกมาไม่ดีก็จะทำให้งานสร้างของหนังเรื่องนั้นๆ ดูแย่ลง ทำให้หนังไม่เป็นที่สนใจของผู้ชม

ยุคบุกเบิก ซีจี คอมพิวเตอร์กราฟฟิค

    ภาพยนตร์ในยุคแรกๆนั้นค่อนข้างจะถ่ายทำอย่างจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ยังไม่มีบทบาทมากนักในสมัยนั้น ซึ่งภาพยนตร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นต้องมีทุนสร้างที่สูงมากในสมัยนั้น ต่อมาการสร้างฉาก การเซ็ทฉากตามจินตนาการของผู้สร้าง อย่างเช่น ฉากบนดวงดาว ฉากในอวกาศ หรือแม้แต่ฉากหลังในสถานที่อื่นๆ ที่ต้องมีการจำลองขึ้นมา โดยใช้เป็นฉากหลังที่เรียกว่า บูลสกรีน โดยการใช้ผ้าสีน้ำเงินมาเป็นฉากหลัง จากนั้นก็ใส่ภาพวิวหรือสถานที่นั้นๆลงไป ซึ่งบูลสกรีน ถือว่าช่วยลดต้นทุนในสร้างอย่างมาก

ต่อมาเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือ ซีจี ในภาพยนตร์เช่น สตาร์ วอร์ส, ทรอน, 2001: A Space Odysseyซึ่งทำให้เกิดยุคบุกเบิกของการสร้างคอมพิวเตอร์กราฟฟิคขึ้นมา โดยการถ่ายทำนั้นอย่างเช่น ฉากหุ่นรบขนาดใหญ่ในเรื่อง สตาร์ วอร์ส จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า stop motionเข้ามาช่วย ซึ่งเทคนิคนี้เคยใช้มาแล้วในเรื่อง King Kong ปี 1933 ซึ่งเป็นการถ่ายทำที่ค่อนข้างใช้ระยะเวลาและความละเอียดสูง stop motion นั้นใช้เทคนิคคือ การนำโมเดลจำลองมาขยับในอิริยาบถต่างๆ ในระหว่างนั้นต้องถ่ายรูปประกอบไว้ทีละส่วนๆ หลังจากนั้นก็นำภาพที่ได้ในแต่ละเฟรมมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งในช่วงภาพยนตร์ยุค 60 – 70 มีการใช้เทคนิคพิเศษนี้ในหลายเรื่อง ต่อมาเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคมากขึ้นและพัฒนาเรื่อยๆมา เนื่องจากการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคนั้นสามารถช่วยประหยัดเวลาในการถ่ายทำมากและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการสร้างฉากจำลองขนาดใหญ่