รออีกยาว Bond 25 ยังเงียบไร้ผู้กำกับสานต่อ

เป็นหนังสายลับที่ครองใจแฟนๆมายาวนานจนตอนนี้ภาคล่าสุดอย่าง Bond 25 ซึ่งกำลังมีการวางแผนถ่ายทำไว้จำต้องชะงักไปล่าสุดยังไร้วี่แววผู้กำกับในภาคนี้ซึ่งไม่ทันกำหนดฉายในเดือนพฤศจิกายน 2019 แฟนๆอาจต้องรอกันยาวๆ แม้จะมีข่าวการคอนเฟิร์มกลับมารับบทสายลับมาดเท่ของ แดเนียล เคร็ก ผู้รับบท สายลับ 007 เจมส์ บอนด์ จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้งแต่ว่ายังไม่มีข่าวว่าหนังจะมีกำหนดถ่ายทำหรือเปิดกล้องซึ่งก็เลยกำหนดเปิดกล้องไปแล้วด้วย โดยทางต้นสังกัดออกมาเผยว่า Bond 25 ภาคต่อล่าสุดของสายลับ เจมส์ บอนด์ ยังคงไม่มีกำหนดวันเปิดกล้องเนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีผู้กำกับคนใดนั่งตำแหน่งกำกับดังกล่าวได้เลย ล่าสุดทางสตูดิโอได้เล็งผู้กำกับในภาคนี้อย่า เดนิส วิลเลเนฟ แต่ก็จำต้องสละตำแหน่งผู้กำกับไปเนื่องจากคิวงานที่ไม่ลงตัว ทำให้ตอนนี้ตำแหน่งผู้กำกับ Bond 25 นั้นยังว่างอยู่ในตอนนี้ สำหรับ เดนิส วิลเลเนฟ จัดว่าเป็นผู้กำกับที่มีผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ เช่น Arrival, Blade Runner 2049 และ Sicario แม้ว่าเจ้าตัวเผยว่าอยากร่วมงานกับ แดนเนียล เคร็ก ใน Bond 25 ก็ตามต้องทว่าตนติดถ่ายทำภาพยนตร์รีบูตเรื่อง Dune ซึ่งก็พลาดโอกาสดังกล่าวไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่า เดนิส วิลเลเนฟ จะมีคิวกำกับถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอยู่แต่เขาก็เผยว่าหากคิวงานว่างและทางสตูดิโออย่างมีตำแหน่งว่างให้เขานั้น เขาก็พร้อมจะกำกับเรื่องนี้ให้อย่างแน่นอน ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้ เก้าอี้ผู้กำกับจะได้ใครมาเป็นผู้เติมเต็มระหว่าง ยาน เดอมองจ์ (Yann Demange) และ ดวิด แมคเคนซี่ (David Mackenzie) สองผู้กำกับตัวเต็งที่ยังคงไม่มีทั้งข่าวตอบรับหรือข่าวปฏิเสธใด ๆ ออกมาจนกระทั่งปัจจุบัน แต่เชื่อว่าทีมงานก็กำลังเร่งเดินหน้าสานต่อโปรเจคท์หนังภาคต่อนี้อย่างเต็มที่ในขณะนี้เนื่องจากหนังมีกำหนดวันฉายออกมาแล้วในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019

ภาพยนตร์ชุดเจมส์บอนด์สร้างจากนิยายแนวสายลับของ เอียม เฟรมมิ่ง ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2505 ชื่อว่า พยัคฆ์ร้าย 007 (Dr.No)โดย ฌอน คอนเนอรี รับบท เจมส์ บอนด์ เป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลอันดับ 4 ปัจจุบันภาพยนตร์ออกฉายไปแล้ว 24 ภาคและมีผู้รับบท เจมส์ บอนด์ แล้วถึง 8 คน โดย แดนเนียล เคร็ก ทำนักแสดงคนล่าสุดที่รับบทดังกล่าว  สำหรับ Bond 25 จะดัดแปลงจาก Never Dream of Dying นิยายของ เรย์มอนด์ เบนสัน (Raymond Benson) โดยสองผู้เขียนบทเจ้าเก่าอย่าง นีล เพอร์วิส (Neal Purvis) และโรเบิร์ต เวด (Robert Wade) เล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับคดีใหญ่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในโครเอเชีย, ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ที่ เจมส์ บอนด์ ต้องเข้าไปพัวพันด้วยอย่างคาดไม่ถึง

ผู้สร้างเผยอาจสูญเสียไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ใน Jurassic World 2

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Jurassic World 2 หรือ Jurassic World: Fallen Kingdom ซึ่งเล่าถึงภารกิจอพยพไดโนเสาร์ออกจากเกาะที่ภูเขาไฟกำลังระเบิด ล่าสุดทางผู้กำกับอย่าง เจ.เอ. บาโยน่า ออกมาบอกใบ้ว่าไดโนเสาร์รุ่นบุกเบิกอย่างทีเร็กซ์อาจจะตายในภาคนี้ รวมถึงผู้เขียนบท ผู้เขียนบท คอลิน เปรเวอร์โรว์ และนักแสดงหนุ่ม คริส แพรตต์ ที่บอกใบ้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในภาคนี้ว่า เรื่องราวใน Jurassic World: Fallen Kingdom จะมีประเด็นดราม่าที่เข้มข้นมาก ทั้งนี้รวมถึงการปูเนื้อเรื่องที่นำไปสู่ภาคต่อไปซึ่งผู้ชมจะเห็นเรื่องราวของโลกไดโนเสาร์ใหม่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์ชุดนี้ ตามเนื้อเรื่องที่บ่งบอกถึงยุคสิ้นสุดของไดโนเสาร์รุ่นดั้งเดิมที่กลับมาคร่าชีวิตพวกมันอีกครั้งซึ่งโบกมือลากันไป เพื่อเปิดทางสู่เรื่องราวใหม่ๆไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่เข้ามาแทนที่ในภาคถัดไป ซึ่งผู้สร้างเผยอีกว่าใน Jurassic World: Fallen Kingdom จะเป็นภาพยนตร์ชุด Jurassic Park ที่ดราม่าที่สุดและเศร้าที่สุดด้วย ซึ่งดูเหมือนจะคอนเฟิร์มแล้วว่า ไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์ที่เราเห็นมันมาตั้งแต่ภาคแรกนั้นอาจจะต้องโบกมืออำลาเราเช่นกันจากการบอกใบ้ในตัวอย่างแรก จะสังเกตจากฉากอพยพไดโนเสาร์เจ้าเร็กซี่จะตายเพราะอาการบาดเจ็บจากเหตุภูเขาไฟระเบิดซึ่งยังคงให้คำตอบไม่ได้จริงๆว่ามันตายเพราะอะไรกันแน่ ซึ่งแฟนๆคงต้องหาคำตอบในภาพยนตร์ นอกจากนี้แล้วในภาคถัดไปแฟนๆอาจจะได้เห็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เช่น แบรีออนิกซ์ (Baryonyx) ที่ว่ากันว่า มีจำนวนคมเขี้ยวมากกว่า แข็งแกร่งกว่า และดุร้ายกว่าไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ นอกจากนี้อาจจะได้เห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดอื่นๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาคที่ผ่านๆมาโดยเฉพาะสัตว์ทะเล หรือ สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งแฟนๆอาจได้เห็น จระเข้ยักษ์ซาร์โคซูคัส, งูยักษ์ไททันโอโบอา หรือ ฉลามเมกกาโลดอน ก็เป็นได้ แม้ว่าข้อมูลเรื่องของไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์จะตายในภาค  Fallen Kingdom แต่ก็เป็นเพียงคำบอกใบ้และข้อสันนิฐานข้างต้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวที่แท้จริงนั้นอาจจะต้องหาคำตอบกันในภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2018 นี้ นอกจากนี้ในภาคนี้แฟนๆจะยังเห็นไดโนเสาร์พันธุ์อื่นๆ เช่น ทอราโนดอน (Pteranodon), อะแพโทซอรัส (Apatosaurus), ไทรเซอราท็อปส์ (Triceratops), แองคิโลซอรัส (Ankylosaurus), แกลลิไมมัส (Gallimimus), สเตโกซอรัส (Stegosaurus), คอมป์ซอกนาทัส สำหรับ Jurassic World: Fallen Kingdom กำกับโดย เจ.เอ. บาโยน่า เขียนบทและโปรดิวเซอร์ โดย คอลิน เปรเวอร์โรว์  อำนวยการสร้างโดย สตีเว่น สปีลเบิกส์ และนักแสดงนำเช่น คริส แพรตต์ , ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด, บี.ดี.หว่อง, เจฟฟ์ โกลด์บลัม , ราฟ สปอลล์ ,โทบี้ โจนส์, เท็ด เลวีน, เจมส์ ครอมเวลล์ และ จัสติส สมิธ

Slender Man จากความสยองในโลกออนไลน์สู่ภาพยนตร์ระทึกขวัญปี 2018

สตูดิโอ Screen Germs ปล่อยตัวอย่างแรก Slender Man ความสยองจากโลกออนไลน์สู่ภาพยนตร์สุดหลอนพร้อมฉายเดือนพฤษภาคม 2018 ทั้งนี้คงต้องบอกว่าตำนานของเจ้าสแลนเดอร์ แมน นั้นจัดว่าเป็นปีศาจสุดหลอนที่ใครๆก็กล่าวถึงมากในโลกออนไลน์จนกลายมาเป็นเกมสยองขวัญสุดหลอน สำหรับ Slender Man ฉบับภาพยนตร์นั้น บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ นักเรียนม.ปลาย 4 คนได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของสเลนเดอร์แมน จากนั้น หนึ่งในเด็กสาวก็ได้หายไปอย่างลึกลับ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เธอได้ตกเป็นเหยื่อคนล่าสุดของสเลนเดอร์แมนแล้ว แม้ว่าตัวอย่างที่ปล่อยออกมานั้นจะดูไม่ค่อยหลอนหรือชวนขนลุกเท่ากับในเกมแต่เชื่อว่าทางผู้สร้างมีไม้เด็ดๆที่เก็บความหลอนและน่ากลัวเอาไว้ในภาพยนตร์แน่นอนถ้าหากว่ามันทำความหลอนได้ Slender Man จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่น่ากลัวและถูกกล่าวขานอีกเรื่องหนึ่ง

Slender Man กำกับโดย ซิลเวน ไวท์ แจส ซินแคลร์, โจอี้ คิง, จูเลีย โกลดานี เทลเลส, แอนนาลิเซ แบสโซ , อเล็กซ์ ฟิตซ์เอแลน และ เควิน แชปแมน พร้อมออกฉายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2018 สำหรับ Slender Man ถือกำเนิดในปี 2009 จากเว็บไซต์ชื่อว่า somethingawful จัดกิจกรรมตัดต่อรูปภาพถ่ายธรรมดาทำให้ในภาพมีภูตผีปีศาจในภาพนั้นพร้อมทั้งส่งเรื่องเล่าสยองขวัญที่เกี่ยวกับรูปภาพนั้นๆด้วย และรูปหนึ่งที่สามารถชนะใจกรรมการได้คือ รูปภาพขาวดำในนั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นในสวนเด็กร่วมกับเด็กคนอื่นๆ แต่ด้านหลังรูปภาพปรากฏร่างของชายแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสูทสีดำยืนอยู่ใต้ต้นไม้หลังเด็กผู้หญิงในรูป ภาพดังกล่าวเมื่อเผยแพร่ออกไปกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ จนทำให้ค่ายเกมค่ายหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์นำไปสร้างเป็นเกมซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากหลายๆคนบอกว่าเกมมีความหลอนมากโดยเฉพาะเมื่อเจ้าสแลนเดอร์ แมน โผล่ออกมาทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่บอกเสียงเดียวว่าเล่นไม่จบ นอกจากเกมแล้ว ปีศาจสแลนเดอร์ แมน ยังถูกนำมาเล่าเป็นตำนานสยองขวัญโดยบอกเล่าว่า สแลนเดอร์ แมนคือปีศาจที่ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่าร้อยปีแล้วซึ่งเสื้อผ้าของมันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามยุคสมัย สแลนเดอร์แมนมีลักษณ์คล้ายผู้ชายไม่มีใบหน้า ไม่มีผม มีแขนที่ยาวเหมือนหนวดปลาหมึก ลำตัวสูงโปร่ง และมันจะปรากฏกายขึ้นเมื่อมันจะกลืนกินวิญญาณของคนๆนั้น โดยเรื่องราวของสแลนเดอร์ แมน ถูกเล่าเป็นตำนานเรื่องอื่นๆอีกมากมายจนผู้อ่านคิดว่ามันคือเรื่องจริง นอกจากนี้ยังมีการทำคลิปผีต่างๆที่กล่าวถึงสแลนเดอร์ แมนอีกด้วย

รวมหนังยอดเยี่ยมประจำนิตยสาร TIME

นิตยสาร TIME นิตยสารชื่อดังระดับโลกได้มีการรวบรวมภาพยนตร์ยอดแย่แห่งปี 2017 ไปแล้ว ทีนี้ได้มารวบรวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2017 ที่จัดว่ามีความยอดเยี่ยมโดยวัดจากรายได้ คำวิจารณ์ และผลโวตจากประชาชนซึ่งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้นจัดว่าเป็นภาพยนตร์คุณภาพไม่ว่าจะเป็นฟอร์มยักษ์, ฟอร์มเล็กต่างๆ รวมถึงบท องค์ประกอบการเล่าเรื่องที่การันตีจากผู้ชมว่ายอดเยี่ยมประจำปี 2017 นี้มีเรื่องใดบ้างไปชมกันเลย

Girls Trip หนังคอมเมดี้จากผู้กำกับ มัลคอล์ม ดี. ลี (Malcolm D. Lee) คือเซอร์ไพรส์ที่หอมหวานที่สุดในซัมเมอร์นี้ ตั้งแต่การคัดเลือกนักแสดงอย่าง ควีน ลาติฟาห์ และ ทิฟฟานี่ แฮดดิช มานำทีมพากลุ่มเพื่อนเก่าเพื่อนแก่มั่วสุมมึนเมาแบบเอาให้ล้มหงายกันไปข้าง ซึ่งก็น่าแปลกที่สิ่งที่คนดูได้รับจากหนังคือความฟินและความสุขสุดบันเทิง และไม่รู้สึกอึดอัดใจจากมุกตลกทะลึ่งหยาบคายที่แทรกอยู่ในหนังเลยแม้แต่น้อย

Get Out ภาพยนตร์ระทึกขวัญต้นทุนต่ำแต่กวาดรายได้และคำชื่นชมจำนวนมาก แถมหนังยังบอกเล่าประเด็นของคนผิวสีได้อย่างไม่มีเรื่องไหนทำมาก่อนผนวกเข้ากับจิตวิทยาได้อย่างลงตัวมากโดยเฉพาะหนังตัวเอกคือ คนผิวสี ที่มีแฟนสาวเป็นคนผิวขาวซึ่งต้องเดินทางเข้ามาในบ้านของแฟนสาว หนังสอดแทรกความไม่เท่าเทียมของสังคมทั้งคนผิวขาวและคนผิวสีผสมความเป็นจิตวิทยาและมุกตลกร้ายอย่างลงตัว

Dunkirk ภาพยนตร์จากผู้กำกับฝีมือเยี่ยม คริสโตเฟอร์ โนแลน จัดว่าหนังเปิดเรื่องพาผู้ชมเข้าสู่ช่วงสงครามโดยไม่มีการแนะนำตัวละครใดๆทั้งสิ้น หนังสร้างจากเหตุการณ์จริงจาก ยุทธการที่ดันเคิร์ก เหล่าถึงเหล่าทหารที่ต้องหนีจากการโจมตีของฝ่ายศัตรูประกอบการเหล่าเรื่องที่ลุ้นระทึกและมุมกล้อง งานภาพที่เป็นโทนหม่นๆ เรียกคุ้มค่าแก่การเสียเงินเข้าชม

Call Me By Your Name เรื่องราวธรรมดา ๆ ระหว่างเด็กหนุ่มวัย 17 ปีและชายชาวอเมริกันที่พิเศษขึ้นมาทันทีเมื่อมาอยู่ในมือของ ลูกา กัวดานีโน ผู้กำกับที่สร้างหนังราวกับใช้เวทมนตร์สะกดจิตแล้วดึงคนดูให้เข้าไปสู่โลกแห่งความฝันที่ผสมผสานความสดใสของฤดูร้อนและความเย้ายวนของชีวิตรักวัยรุ่นออกมาได้อย่างนุ่มนวล ลงตัว และครบรสครบทุกอารมณ์จริง ๆ

Kedi หนังสารคดีจากผู้กำกับ เจด้า โทรุน (Ceyda Torun) ที่เลือกเสนอภาพ เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ผ่านมุมมองของเหล่าแมวจรทั้งหลายรอบเมือง หนังสามารถพาเราลัดเลาะไปยังทุกซอกทุกมุม จนทุกคนจะต้องเผลอหลงเสน่ห์บรรยากาศความวุ่นวายและความมีชีวิตชีวาของเมืองใหญ่กันโดยไม่รู้ตัว

Netflix ไฟเขียว Bright ภาค 2 มาแน่

Netflix เว็บไซต์สตรีมซีรี่ย์และภาพยนตร์ชื่อดังออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า Bright 2 ได้รับไฟเขียวให้สร้างต่อแน่นอนว่าพร้อม วิล สมิธ ก็กลับมาในภาคนี้เช่นเดิม แม้ว่าภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง Bright ที่เพิ่งลงสตรีมในเว็บไซต์ Netflix ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาซึ่งแม้ว่าจะได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมก็ตาม แต่แม้ว่าบางคนบอกว่าหนังออกมาไม่ดีเท่าที่ควรรวมถึงการวิจารณ์ก็ออกมาไม่ดี แต่ว่าทางต้นสังกัดอย่าง Netflix ก็ไม่สนใจคำวิจารณ์และพร้อมเดินหน้าสร้างภาคต่อออกมาทันที ล่าสุด ก็แอบส่งคลิปเพื่อยืนยันแน่นอนแล้วว่า จะเดินหน้าสร้างภาคต่อ Bright ต่อไปแบบไม่สนใจข่าวลือและกระแสคอมเมนต์ในด้านลบกันเลยทีเดียว

คลิปที่ปล่อยออกมา เผยให้เห็นถึงการออดิชั่นของผู้ที่จะมารับบทเป็นตัวละครเผ่าพันธุ์ออร์ค กล่าวถึงความชอบส่วนตัวการันตีความสนุกของ Bright ภาคแรกและจะรู้สึกยินดีมาก ๆ หากได้ร่วมงานกับ วิล สมิธ (Will Smith) นักแสดงนำหลักของเรื่อง ปิดท้ายด้วยคำโฆษณาสุดกวนตามสไตล์ของหนังจากผู้สร้างว่า “Bright 2 จะสนุกขึ้น แสบทรวงขึ้น เหล่าออร์คจะป่วนขึ้น และเตรียมพบกับสงครามสุดแฟนตาซีกันได้ แต่โอเค หนังยังต้องใช้เวลาสร้างอยู่นะ”  ถือว่าชัดเจนแล้วว่าทีมผู้สร้างและ Netflix เดินหน้าสร้างภาคต่อออกมาอย่างแน่นอนและเราจะได้เห็นคู่หูมนุษย์และออร์คกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง พร้อมทั้งผู้กำกับอย่าง เดวิด เอเยอร์, เอริค นิวแมน, ไบรอัน อันเคลส ก็กลับมาทำหน้าที่เดิมรวมถึงทีมผู้สร้างจากภาคแรกเช่นกัน แม้ว่าหนังจะยังไม่เปิดกล้องและรายละเอียดของภาคต่อว่าจะเป็นอย่างไร แต่เป็นที่คอนเฟิร์มแล้วว่านักแสดงอย่าง วิล สมิธ และ โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน จะกลับมารับบทนำอีกเช่นเคย

สำหรับ Bright ภาคแรกเป็นเรื่องราวของโลกที่มีเผ่าพันธุ์อื่นๆนอกเหนือจากมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างจนนำไปสู่การปฏิบัติภารกิจสยบคดีที่แสนวุ่นวายจากการอยู่ร่วมกันของกลุ่มหลายเผ่าพันธุ์อย่าง มนุษย์ ออร์ค และ เอลฟ์ ของคู่หูตำรวจเผ่าพันธุ์มนุษย์ วอร์ด (วิล สมิธ) และเผ่าพันธุ์ออร์ค จาโคบี (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน) ที่ต้องปกป้องไม้กายสิทธิ์จากบางคนที่ต้องการมันและครอบครองมัน พร้อมด้วยแสดงมากมายเช่น นูมิ ราเพซ , ลูซี ฟราย , เอ็ดการ์ รามิเรซ, ไอค์ บารินโฮลทซ์ และมาร์กาเร็ต โช โดยภาพยนตร์เรื่อง Bright เป็นภาพยนตร์ในเว็บ Netflix ที่มียอดผู้ชมมากที่สุดด้วย ซึ่งก็ทำให้เว็บไซต์และผู้สร้างรับรายได้อย่างมากมายนั่นไม่น่าแปลกเลยที่ทางเว็บไซต์จะไฟเขียวให้สร้างภาคต่อออกมา ซึ่งหนังก็ยังไม่กำหนดสตรีมซึ่งคาดว่าน่ามาในช่วงปลายปี 2018 นี้สำหรับแฟนๆที่ชื่นชอบ Bright ภาคแรก ก็ไม่ควรพลาดชม

4K เทคโนโลยีการภาพความละเอียดสูง

ในปัจจุบันการนำเสนอภาพนั้นมีส่วนสำคัญมากไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพยนตร์ที่ในปัจจุบันมีการถ่ายทำความละเอียดสูงเพื่อรองรับระบบในสมาร์ททีวี และบูลเรย์ ซึ่งเป็นภาพระดับความคมชัดสูง แม้ว่าในปัจจุบันความคมชัดของภาพที่ยังคงใช้และยังคงนิยมอยู่ที่ Full HD หรือ 1080p แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีความละเอียดของภาพนั้นเริ่มมีความคมชัดมากขึ้น 4k หรือ Ultra High Definition เป็นพื้นฐานของความละเอียดภาพใหม่ รวมถึงจอภาพ ซึ่งตัว K ย่อมาจาก Kiloเท่ากับ 1000 ซึ่ง 4k ก็มาจาก 4000 นั่นเอง ความละเอียดรูปแบบ 4K นั้นเป็นภาพแบบ Widescreen ที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล ซึ่งมากกว่าความละเอียด 1080 พิกเซลหรือ Full HD ถึง 4 เท่า ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในระบบ 4K ทำให้ภาพออกมามีความละเอียดสูงและคมชัดรวมถึงสีที่สดใสสมจริง ซึ่งในปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์เริ่มใช้การถ่ายทำในรูปแบบนี้มากขึ้น นอกจากนี้แล้วปัจจุบันมีการผลิตทีวี สมาร์โฟนบางรุ่นที่มีหน้าจอและสามารถชมภาพยนตร์ที่มีความละเอียดแบบ 4K หลากหลายยี่ห้อทว่าในปัจจุบันความละเอียดนี้่ยังคงไม่ค่อยนิยมในผู้ใช้มากนัก เนื่องจากสินค้าที่มีราคาค่อนข้างแพงมาก รวมถึงภาพยนตร์ในรูปแบบ 4K ยังผลิตออกมาน้อย ทำให้ปัจจุบันความละเอียดที่ 1080p ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ คาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีความละเอียดแบบ 4K จะเริ่มนิยมมากขึ้นและสินค้าจะมีราคาที่ถูกลงเช่นเดียวกับ 1080p ที่ตอนนี้ราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนมาก ทั้งนี้ในอนาคตจะมีความละเอียดของภาพที่สูงกว่าอย่าง 8K หรือ 7680 x 4320 พิกเซล ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการทดสอบกันบ้างแล้ว

ระบบเสียง DOLBY ATMOS

ภาพยนตร์นอกจากมีการถ่ายทำที่ใช้ความละเอียดภาพสูงแล้ว เพื่อให้ได้อรรถรสในการชมของผู้ชมนั้นระบบเสียงก็ได้สิ่งสำคัญของวงการภาพยนตร์ในการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะมีการบันทึกตัดต่อเสียงต่างๆเพื่อให้เสียงมีความละเอียดมากขึ้น ในสมัยก่อนภาพยนตร์ยังไม่มีใช้การบันทึกเสียง ซึ่งเมื่อนำมาฉายจะมีการใช้เสียงพากย์ทับแทน ต่อมามีการพัฒนาระบบเสียงขึ้นในช่วงแรกเป็นเสียงในรูปแบบ 2.0 ซึ่งเป็นเสียงที่ได้ยินในลำโพง 2 ตัว ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาระบบเสียงเป็นแบบ DOLBY ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น DOLBY 5.1 และ DOLBY 7.1 ซึ่งเป็นระบบเสียงที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งโรงภาพยนตร์ทั่วไปมีการใช้ระบบเสียงแบบ 5.1 ซึ่งเป็นระบบที่ยังคงใช้กันระบบเสียง 5.1 เป็นระบบเสียงที่มีความละเอียดและสามารถได้ยินได้ทุกทิศทางแต่การใช้ระบบเสียง 5.1 นั้นต้องมีลำโพงที่สามารถรองรับระบบเสียงนี้ ทั้งนี้ก็มีการพัฒนาระบบเสียงอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ DOLBY ATMOS เป็นระบบเสียงที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปยังไม่มี ซึ่งมีเพียงบางโรงภาพยนตร์เท่านั้นที่มีระบบเสียงนี้

ระบบเสียง DOLBY ATMOS เป็นระบบเสียงมีการกระจายรอบทิศทางมากกว่าระบบ 5.1 และ 7.1 โดยระบบเสียง DOLBY ATMOSนั้นเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดเสียงในตำแหน่งเดิม และสามารถกระจายเสียงได้รอบทิศทางมากกว่า โดยผู้ชมจะได้ยินเสียงทั้งหน้า – หลัง – ซ้าย – ขวา และด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบนี้ ทั้งนี้ก็มีภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยที่เริ่มถ่ายทำในระบบนี้บ้างแล้ว และในปัจจุบันระบบเสียงนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น

Avatar 2 ล้ำหน้าถ่ายทำในระบบ 3 มิติแบบไม่ต้องใส่แว่น

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เทคโนโลยีการถ่ายทำที่ล้ำหน้ากว่าเรื่องอื่นๆแล้วอย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar 2 หนังภาคต่อที่หลายคนรอคอยทั้งนี้นอกจากหนังจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเทคโนโลยีในการถ่ายทำที่ก้าวล้ำอนาคตไปอีกนั่นคือ การถ่ายทำในรูปแบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใช่แว่นตา จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่จะบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ในวงการภาพยนตร์ ทั้งนี้จากการเปิดเผยข้อมูลจากผู้กำกับอย่าง เจมส์ คาเมรอน ซึ่งเขาได้เผยว่าในการถ่ายทำระบบ 3 มิติของ  Avatar 2 นั้นจะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ โดยการถ่ายแบบ 3 มิติซึ่งผู้ชมไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตาในการรับชม ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเขาจับมือกับบริษัทผู้พัฒนาภาพ Christie Digital ซึ่งเป็นการใช้ระบบจอแบบ RGB Laser Projection เป็นระบบการฉายภาพยนตร์แบบระบบยิงเลเซอร์ซึ่งเป็นจอภาพยนตร์แบบใหม่ ซึ่งผู้ชมสามารถรับชมภาพยนตร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นตาสามมิติแต่อย่างใด ทำให้ผู้ชมสัมผัสรูปแบบของภาพยนตร์สามมิติอย่างเต็มตา นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังทำให้ลดปัญหาเวียนหัวและปวดตาจากการสวมแว่นตาด้วย ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการถ่ายทำระบบนี้ว่าใช้เทคนิคในการถ่ายทำอย่างไรบ้างนั้น แฟนๆคงต้องพิสูจน์กันในวันที่เข้าฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้่ในปี 2020 ซึ่งคาดว่าระบบการถ่ายทำนี้จะเป็นก้าวหนึ่งของวงการภาพยนตร์ที่จะก้าวล้ำอนาคตต่อไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีการผลิตทีวีที่สามารถรับชมภาพยนตร์ในรูปแบบสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นตาก็ได้

IMAX การถ่ายทำภาพยนตร์ความละเอียดสูง

ในปัจจุบันมีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่มีการฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX ภาพยนตร์จอยักษ์ที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมจำนวนมาก ภาพยนตร์เหล่านี้มีการฉายกำจัดเฉพาะโรงภาพยนตร์เท่านั้น นั่นเพราะว่าโรงภาพยนตร์ IMAX นั้นแตกต่างจากโรงภาพยนตร์ทั่วไปเพราะว่าการฉายและจอภาพยนตร์มีขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูงมาก แล้วทำไมหนังบางเรื่องต้องฉายใน IMAX แล้วภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วย IMAX แตกต่างอย่างไร

IMAX ย่อมาจากคำว่า Image MAXimum เป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยกล้องถ่ายทำที่มีคุณภาพความละเอียดสูงมาก รวมถึงการฉายภาพยนตร์ที่มีจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ซึ่งแตกต่างจากจอภาพยนตร์ทั่วๆไปที่มีสัดส่วนที่ 1.85:1 โดยภาพยนตร์ของ IMAX ที่ฉายนั้นจะมีขนาดจอที่กว้าง 22 เมตร สูง 16.1 เมตร และฉายด้วยหลอดซีนอนขนาด 15 กิโลวัตต์ โรงภาพยนตร์แบบ IMAX กำเนิดขึ้นโดย บริษัท IMAX Corporation ประเทศแคนาดา โดยการฉายภาพยนตร์ที่มีความละเอียดสูงและจอขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่การฉายภาพยนตร์ IMAX นั้นเป็นแนวสารคดี ในปัจจุบันมีการใช้กล้องไอแม็กซ์ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ทั่วไป

กล้องภาพยนตร์ไอแม็กซ์นั้นเป็นกล้องที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 70 มม. ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที ขณะที่ภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. เนื่องด้วยการถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์นั้นใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ฟิล์ม 70 มม. มีราคาแพง ซึ่งภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะมีการนำมารีมาสเตอร์จาก 35 มม. เป็น 70 มม. ในบางฉาก รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ใช้กล้องไอแม็กซ์ในบางฉากเท่านั้น ซึ่งไม่ภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่ถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์ทั้งเรื่องเช่น interstellar, transformers the last knight, avatar เป็นต้น

รวมภาพยนตร์ที่ใช้เทคนิค Lonk Take

อย่างที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้การถ่ายทำภาพยนตร์แบบ Lonk Take ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างมากทั้งในตัวนักแสดงเองรวมถึงทีมงานในการถ่ายทำด้วย มีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ถ่ายด้วย Lonk Take และเป็นการถ่ายทำที่ดีมากๆ ซึ่งในวงการภาพยนตร์นั้นมีเพียงไม่กี่สิบเรื่องที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้และสามารถได้รับคำชมของผู้ชมได้อย่างดีมาก เรามาดูกันว่ามีเรื่องใด ฉากใดบ้าง

Oldboy (2003) ภาพยนตร์แอ็คชั่น – ดราม่า สัญชาติเกาหลีใต้ ผลงานกำกับของ ปาร์ค ชานวุค สำหรับในภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากถ่าย Lonk Take ยาว 2 นาที เป็นฉากนหนึ่งที่พระเอกต่อสู้กับแก๊งอันธพาล โดยฉากดังกล่าวเป็นการถ่ายคล้ายกับเรากำลังเกมต่อสู้ที่ดำเนินไปเรื่อยๆ

ต้มยำกุ้ง (2005) ภาพยนตร์ไทยที่มีการถ่ายเทคนิค Lonk Take นานเกือบ 4 นาที ฉากนี้เป็นฉากที่พระเอกที่รับบทโดย จา พนม บุกข้าไปในเหล่าค้าสัตว์เถื่อนของแก๊งค้าสัตว์ข้ามชาติเพื่อช่วยช้างแสนรักของตนกลับไป เรียกว่าฉากนี้นักแสดงบุกเดี่ยวสู้กับผู้ร้ายกว่า 30 คน ไล่ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุดของตึก

Gravity (2013) ภาพยนตร์ไซไฟ- เอาตัวรอด ซึ่งมีการถ่ายเทคนิค Lonk Take ถึง 2 ฉาก โดยฉากแรกเป็นฉากตอนต้นเรื่องยาวถึง 17 นาที เป็นฉากที่นางเอกต้องเผชิญกับการชนของขยะอวกาศทำให้เธอต้องลอยเคว้งในอวกาศ และฉากที่ 2 เป็นฉากที่เธออยู่ในสถานีอวกาศอีกแห่งหนึ่งโดยเจอกับขยะอวกาศพุ่งชนเช่นกัน

Russian Ark (2002) นี่เป็นภาพยนตร์ถ่ายฉาก Lonk Take ที่ยาวที่สุดในโลกโดยเป็นการถ่ายทำเกือบทั้งเรื่องยาวถึง 87 นาที