ระบบเสียง DOLBY ATMOS

ภาพยนตร์นอกจากมีการถ่ายทำที่ใช้ความละเอียดภาพสูงแล้ว เพื่อให้ได้อรรถรสในการชมของผู้ชมนั้นระบบเสียงก็ได้สิ่งสำคัญของวงการภาพยนตร์ในการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะมีการบันทึกตัดต่อเสียงต่างๆเพื่อให้เสียงมีความละเอียดมากขึ้น ในสมัยก่อนภาพยนตร์ยังไม่มีใช้การบันทึกเสียง ซึ่งเมื่อนำมาฉายจะมีการใช้เสียงพากย์ทับแทน ต่อมามีการพัฒนาระบบเสียงขึ้นในช่วงแรกเป็นเสียงในรูปแบบ 2.0 ซึ่งเป็นเสียงที่ได้ยินในลำโพง 2 ตัว ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาระบบเสียงเป็นแบบ DOLBY ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น DOLBY 5.1 และ DOLBY 7.1 ซึ่งเป็นระบบเสียงที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งโรงภาพยนตร์ทั่วไปมีการใช้ระบบเสียงแบบ 5.1 ซึ่งเป็นระบบที่ยังคงใช้กันระบบเสียง 5.1 เป็นระบบเสียงที่มีความละเอียดและสามารถได้ยินได้ทุกทิศทางแต่การใช้ระบบเสียง 5.1 นั้นต้องมีลำโพงที่สามารถรองรับระบบเสียงนี้ ทั้งนี้ก็มีการพัฒนาระบบเสียงอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ DOLBY ATMOS เป็นระบบเสียงที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปยังไม่มี ซึ่งมีเพียงบางโรงภาพยนตร์เท่านั้นที่มีระบบเสียงนี้

ระบบเสียง DOLBY ATMOS เป็นระบบเสียงมีการกระจายรอบทิศทางมากกว่าระบบ 5.1 และ 7.1 โดยระบบเสียง DOLBY ATMOSนั้นเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดเสียงในตำแหน่งเดิม และสามารถกระจายเสียงได้รอบทิศทางมากกว่า โดยผู้ชมจะได้ยินเสียงทั้งหน้า – หลัง – ซ้าย – ขวา และด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบนี้ ทั้งนี้ก็มีภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยที่เริ่มถ่ายทำในระบบนี้บ้างแล้ว และในปัจจุบันระบบเสียงนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น

รวมภาพยนตร์ที่ใช้เทคนิค Lonk Take

อย่างที่กล่าวในบทความก่อนหน้านี้การถ่ายทำภาพยนตร์แบบ Lonk Take ต้องอาศัยความแม่นยำอย่างมากทั้งในตัวนักแสดงเองรวมถึงทีมงานในการถ่ายทำด้วย มีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่ถ่ายด้วย Lonk Take และเป็นการถ่ายทำที่ดีมากๆ ซึ่งในวงการภาพยนตร์นั้นมีเพียงไม่กี่สิบเรื่องที่ถ่ายทำด้วยเทคนิคนี้และสามารถได้รับคำชมของผู้ชมได้อย่างดีมาก เรามาดูกันว่ามีเรื่องใด ฉากใดบ้าง

Oldboy (2003) ภาพยนตร์แอ็คชั่น – ดราม่า สัญชาติเกาหลีใต้ ผลงานกำกับของ ปาร์ค ชานวุค สำหรับในภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากถ่าย Lonk Take ยาว 2 นาที เป็นฉากนหนึ่งที่พระเอกต่อสู้กับแก๊งอันธพาล โดยฉากดังกล่าวเป็นการถ่ายคล้ายกับเรากำลังเกมต่อสู้ที่ดำเนินไปเรื่อยๆ

ต้มยำกุ้ง (2005) ภาพยนตร์ไทยที่มีการถ่ายเทคนิค Lonk Take นานเกือบ 4 นาที ฉากนี้เป็นฉากที่พระเอกที่รับบทโดย จา พนม บุกข้าไปในเหล่าค้าสัตว์เถื่อนของแก๊งค้าสัตว์ข้ามชาติเพื่อช่วยช้างแสนรักของตนกลับไป เรียกว่าฉากนี้นักแสดงบุกเดี่ยวสู้กับผู้ร้ายกว่า 30 คน ไล่ตั้งแต่ชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุดของตึก

Gravity (2013) ภาพยนตร์ไซไฟ- เอาตัวรอด ซึ่งมีการถ่ายเทคนิค Lonk Take ถึง 2 ฉาก โดยฉากแรกเป็นฉากตอนต้นเรื่องยาวถึง 17 นาที เป็นฉากที่นางเอกต้องเผชิญกับการชนของขยะอวกาศทำให้เธอต้องลอยเคว้งในอวกาศ และฉากที่ 2 เป็นฉากที่เธออยู่ในสถานีอวกาศอีกแห่งหนึ่งโดยเจอกับขยะอวกาศพุ่งชนเช่นกัน

Russian Ark (2002) นี่เป็นภาพยนตร์ถ่ายฉาก Lonk Take ที่ยาวที่สุดในโลกโดยเป็นการถ่ายทำเกือบทั้งเรื่องยาวถึง 87 นาที

Long Take คืออะไร มีความจำเป็นหรือไม่

ในวงการภาพยนตร์นั้นทางผู้สร้างมีเทคนิคต่างๆมากมายในการถ่ายทำภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ซึ่งเทคนิคการถ่ายทำนั้นถือว่ามีความสำคัญและเป็นจุดดึงดูดความน่าสนใจให้แก่ผู้ชมมายาวนาน เทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์อีกประเภทหนึ่งก็คือ เทคนิค Long Take เทคนิคการถ่ายทำแบบนี้คือ การถ่ายซีนยาวโดยที่ไม่มีตัดซีนหรือตัดต่อ แต่งเดิมใดๆกับการถ่ายทำ เทคนิค Lonk Take ต้องอาศัยความชำนาญและความแม่นยำของทีมถ่ายทำรวมถึงนักแสดงด้วยซึ่งทั้งสองต้องอาศัยความเข้าใจและองค์ประกอบของการถ่ายทำ ทั้งเรื่องของมุมกล้อง, จุดเคลื่อนไหวของนักแสดงที่ต้องลงตัว Lonk Take เป็นการถ่ายทำโดยตากล้องต้องดำเนินกล้องยาวไปเรื่อยๆหลายนาทีต่อๆกัน โดยไม่มีการตัดฉากออกหรือเรียกว่าคัทซีน การถ่ายทำแบบ Lonk Take ต้องอาศัยความอดทนทั้งตากล้องและนักแสดง เพราะยิ่งถ่ายทำหลายนาที ความยากยิ่งมากขึ้นด้วย

การถ่าย Lonk Take มีความจำเป็นหรือไม่ อันที่จริงเทคนิคการถ่าย Lonk Take ไม่ได้มีในภาพยนตร์ทุกๆเรื่องทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทีมงาน ผู้เขียนบท และผู้กำกับภาพยนตร์อีกด้วย แล้วความจำเป็นในการถ่าย Lonk Take จำเป็นถ่ายทำหรือไม่ การถ่าย Lonk Take เป็นการเล่าเรื่องราวของตัวละครในภาพยนตร์ให้ดูมีความสมจริงมากขึ้น โดยการถ่ายทำดูเหมือนเป็นการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวละครแบบต่อเนื่องเหมือนกับเรากำลังลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเดินเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ เดินออกมา แต่งตัว ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตของเราไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการตัดต่อฉากอื่นๆ การถ่าย Lonk Take ถือว่าเป็นเทคนิคภาพยนตร์ที่ค่อนข้างยากและต้องอาศัยความแม่นยำสูง

ประวัติของภาพยนตร์

ผู้ที่คิดประดิษฐ์ ต้นแบบของภาพยนตร์ขึ้นคือ โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Adison) และผู้ร่วมงานของเขาชื่อ วิลเลียม เคนเนดี้ ดิคสัน (William kenady dickson) เมื่อ พ.ศ. 2432 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกชื่อว่า “คิเนโตสโคป” (Kinetoscope) มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ 4 ฟุต มักเรียกชื่อว่า “ถ้ำมอง” มีลักษณะการดูผ่านช่องเล็กๆ ดูได้ที่ละคน ภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้องคิเนโตกราฟ (Kenetograph) ที่เอดิสันประดิษฐ์ขึ้นเอง ฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที ต่อมาพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ (Lumiere) ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาภาพยนตร์ถ้ำมองของเอดิสันให้สามารถฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ และดูได้พร้อมกันหลายคน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า แบบ “ซีเนมาโตกราฟ” (Cinimatograph) ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 ต่อมาได้นำออกมาฉายตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ พ.ศ. 2439 เป็นต้นมา ซึ่งคำว่า “ซีเนมา” (Cenema) ได้ใช้เรียกเกี่ยวกับภาพยนตร์มาถึงปัจจุบันภาพยนตร์ที่สามารถฉายภาพให้ปรากฏบนจอขนาดใหญ่ ได้พัฒนาสมบูรณ์ขึ้นในอเมริกาในปี พ.ศ. 2438 โดยความร่วมมือระหว่างโทมัส อาแมท (Thomas Armat) ซีฟรานซิส เจนกินส์ (C. Francis Jenkins) และเอดิสัน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์ชนิดนี้ว่า ไบโอกราฟ (Bioghraph) ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นภาพยนตร์ได้แพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เกิดอุตสาหกรรมการผลิตจำหน่ายและบริการฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งในประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสและประเทศอเมริกา ภาพยนตร์ได้กลายเป็นสื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ ศิลปการบันเทิงและวรรณกรรมต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตลอดมา พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งในครั้งนั้นได้มีช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์ ประเทศฝรั่งเศส บันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระเจ้ากรุงสยามไว้ 1 ม้วน ใช้เวลาประมาณ 1 นาที นับว่าเป็นการถ่ายภาพยนตร์ม้วนแรกของโลกที่บันทึกเกี่ยวกับชนชาติไทย ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีการเผยแพร่อยู่ 4 ทางคือ ฉายตามโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์กลางแปลง และภาพยนตร์เร่ ถ่ายทอดลงแผ่น VCD, DVD และ Blu-ray Disc เผยแพร่ทางโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต

 

 

ผู้กำกับภาพยนตร์

สวัสดีวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์กันนะครับ อีกหนึ่งทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องบอกเลยว่าสามารถเปลี่ยนจากคนหนึ่งให้ดังกลับข้ามคืนเลยทีเดียว นั้นคือ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือผู้ที่มีหน้าที่กำกับในขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์ โดยผู้กำกับภาพยนตร์มีหน้าที่สร้างจินตนาการจากบทหนัง แล้วถ่ายทอดความคิดทางด้านศิลปะออกมาตามแบบที่ตนเองต้องการ และเป็นคนสั่งฝ่ายอื่น ๆ ในกองถ่าย อย่างเช่น ฝ่ายผู้กำกับภาพ ผู้กำกับการแสดง ฝ่ายเทคนิค นักแสดง ออกมาอยู่ในองค์ประกอบทางศิลป์ที่ตนเองต้องการบนแผ่นฟิล์มหรือในระบบดิจิตอล อย่างไรก็ดี ผู้กำกับภาพยนตร์อาจจะควบคุมทุกอย่างตามที่ตนคิดไว้ไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นภาพยนตร์ที่ฉายในโรง เพราะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ จะเป็นคนกำหนดงบประมาณที่จะให้ผู้กำกับใช้จ่ายได้ หรือสั่งตัดต่อหนังในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าโรงฉายหากหนังมีความยาวเกินไป หรือเพื่อดึงการจัดเรตหนังให้ต่ำลงมา หรือบางฉากอาจจะมีการเพิ่มโฆษณาเข้าไป ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่แปลกหากผู้กำกับจะมีปัญหาให้คุยกับผู้อำนวยการสร้างเสมอ ๆ แน่นอนว่าความรับผิดชอบของผู้กำกับนั้น บางคนมีอำนาจในการจ้างคนที่จะต้องร่วมงานด้วยบ่อย ๆ อย่างเช่น ฝ่ายกำกับภาพ ซาวเอ็นจิเนียร์ ฝ่ายจัดแสง ฝ่ายจัดหาโลเคชั่น ฝ่ายคอสตูม ฝ่ายสเปเชียลเอฟเฟกต์ โดยผู้อำนวยการสร้างจะไม่ลงมายุ่งในเรื่องพวกนี้ด้วยมากนัก หากผู้กำกับภาพยนตร์ยังใช้ทุนสร้างอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ  วิธีการกำกับ  วิธีการกำกับของผู้กำกับแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตรงจุดนี้เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ เพราะผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เนื่องจากศิลปะการกำกับหนังไม่มีทฤษฏีที่ตายตัว

การจัดฉากต่างๆ การเซ็ทฉาก ของภาพยนตร์

  การจัดฉาก การเซ็ทฉากนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการถ่ายทำภาพยนตร์ให้ดูสมจริงมากขึ้น ในยุคแรกๆของภาพยนตร์นั้นการจัดองค์ประกอบฉากยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นการถ่ายทำภาพยนตร์จะถ่ายทำในสถานที่จริง การการดำเนินชีวิตของผู้คนจริงๆ ซึ่งวงการภาพยนตร์เรียกว่า สารคดี เป็นที่นิยมมากในยุคแรกของภาพยนตร์ ซึ่งไม่มีการจัดฉากใดๆทั้งสิ้น

ต่อมาเทคโนโลยีที่พัฒนามากมาย ทางผู้สร้างคิดว่าหากสร้างหนังสักเรื่องหนึ่งตามจินตนาการนั้นได้ใช้อะไรบ้าง กระบวนการของฉากก็เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ทันที ในสมันนั้นหากสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีสถานที่ต่างๆในบทนั้น อาจจะต้องไปยังสถานที่จริง อย่างเช่น มีฉากที่ตัวละครเดินอยู่บนสะพาพโกลเด้นเกต ในซานฟรานซิสโก ผู้สร้างจะต้องเดินทางไปยังซานฟรานซินโก เพื่อถ่ายทำบนสะพานโกลเด้นเกตจริงๆ ซึ่งค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทาง หากอยู่ต่างเมือง

หรือแม้แต่หนังแนวสัตว์ประหลาดบุกโลก และพังเมืองจนพินาศ ผู้สร้างจะทำอย่างไรให้สัตว์ประหลาดตามจินตนาการเกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีการเซ็ทฉากขึ้นมา เช่น ภาพยนตร์ชุดก๊อตซิลล่า ของญี่ปุ่นที่มีการเซ็ทฉาก โดยการย่อส่วนของเมืองให้เล็กลงและถ่ายทำโดยมีคนสวมชุดสัตว์ประหลาดและทำลายเมือง หรือ ภาพยนตร์เรื่อง เบน เฮอร์ ปี 1959 ซึ่งต้องเซ็ทฉากเมืองโรมันขึ้นมาและจำลองสถานที่ต่างๆ ขึ้นเพื่อความสมจริง แต่การเซ็ทฉากและองค์ประกอบฉากในสมัยก่อนค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากรายได้จากการฉายน้อยถือว่าขาดทุน ทำให้ผู้สร้างจึงเซ็ทฉาก จำลองฉากขึ้นมาในโรงถ่ายทำ เพื่อประหยัดการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ