ประวัติของภาพยนตร์

ผู้ที่คิดประดิษฐ์ ต้นแบบของภาพยนตร์ขึ้นคือ โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Adison) และผู้ร่วมงานของเขาชื่อ วิลเลียม เคนเนดี้ ดิคสัน (William kenady dickson) เมื่อ พ.ศ. 2432 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เรียกชื่อว่า “คิเนโตสโคป” (Kinetoscope) มีลักษณะเป็นตู้สูงประมาณ 4 ฟุต มักเรียกชื่อว่า “ถ้ำมอง” มีลักษณะการดูผ่านช่องเล็กๆ ดูได้ที่ละคน ภายในมีฟิล์มภาพยนตร์ซึ่งถ่ายด้วยกล้องคิเนโตกราฟ (Kenetograph) ที่เอดิสันประดิษฐ์ขึ้นเอง ฟิล์มยาวประมาณ 50 ฟุต วางพาดไปมา เคลื่อนที่เป็นวงรอบ ผ่านช่องที่มีแว่นขยายกับหลอดไฟฟ้าด้วยความเร็ว 48 ภาพต่อวินาที ต่อมาลดลงเหลือ 16 ภาพต่อวินาที ต่อมาพี่น้องตระกูลลูมิแอร์ (Lumiere) ชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาภาพยนตร์ถ้ำมองของเอดิสันให้สามารถฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ และดูได้พร้อมกันหลายคน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์แบบนี้ว่า แบบ “ซีเนมาโตกราฟ” (Cinimatograph) ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2438 ต่อมาได้นำออกมาฉายตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ พ.ศ. 2439 เป็นต้นมา ซึ่งคำว่า “ซีเนมา” (Cenema) ได้ใช้เรียกเกี่ยวกับภาพยนตร์มาถึงปัจจุบันภาพยนตร์ที่สามารถฉายภาพให้ปรากฏบนจอขนาดใหญ่ ได้พัฒนาสมบูรณ์ขึ้นในอเมริกาในปี พ.ศ. 2438 โดยความร่วมมือระหว่างโทมัส อาแมท (Thomas Armat) ซีฟรานซิส เจนกินส์ (C. Francis Jenkins) และเอดิสัน เรียกเครื่องฉายภาพยนตร์ชนิดนี้ว่า ไบโอกราฟ (Bioghraph) ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นภาพยนตร์ได้แพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เกิดอุตสาหกรรมการผลิตจำหน่ายและบริการฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งในประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสและประเทศอเมริกา ภาพยนตร์ได้กลายเป็นสื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ ศิลปการบันเทิงและวรรณกรรมต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตลอดมา พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งในครั้งนั้นได้มีช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์ ประเทศฝรั่งเศส บันทึกภาพยนตร์การเสด็จถึงกรุงเบอร์นของพระเจ้ากรุงสยามไว้ 1 ม้วน ใช้เวลาประมาณ 1 นาที นับว่าเป็นการถ่ายภาพยนตร์ม้วนแรกของโลกที่บันทึกเกี่ยวกับชนชาติไทย ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีการเผยแพร่อยู่ 4 ทางคือ ฉายตามโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์กลางแปลง และภาพยนตร์เร่ ถ่ายทอดลงแผ่น VCD, DVD และ Blu-ray Disc เผยแพร่ทางโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ต

 

 

ผู้กำกับภาพยนตร์

สวัสดีวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์กันนะครับ อีกหนึ่งทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่ต้องบอกเลยว่าสามารถเปลี่ยนจากคนหนึ่งให้ดังกลับข้ามคืนเลยทีเดียว นั้นคือ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือผู้ที่มีหน้าที่กำกับในขั้นตอนการสร้างภาพยนตร์ โดยผู้กำกับภาพยนตร์มีหน้าที่สร้างจินตนาการจากบทหนัง แล้วถ่ายทอดความคิดทางด้านศิลปะออกมาตามแบบที่ตนเองต้องการ และเป็นคนสั่งฝ่ายอื่น ๆ ในกองถ่าย อย่างเช่น ฝ่ายผู้กำกับภาพ ผู้กำกับการแสดง ฝ่ายเทคนิค นักแสดง ออกมาอยู่ในองค์ประกอบทางศิลป์ที่ตนเองต้องการบนแผ่นฟิล์มหรือในระบบดิจิตอล อย่างไรก็ดี ผู้กำกับภาพยนตร์อาจจะควบคุมทุกอย่างตามที่ตนคิดไว้ไม่ได้เสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นภาพยนตร์ที่ฉายในโรง เพราะผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ จะเป็นคนกำหนดงบประมาณที่จะให้ผู้กำกับใช้จ่ายได้ หรือสั่งตัดต่อหนังในขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าโรงฉายหากหนังมีความยาวเกินไป หรือเพื่อดึงการจัดเรตหนังให้ต่ำลงมา หรือบางฉากอาจจะมีการเพิ่มโฆษณาเข้าไป ดังนั้นเป็นเรื่องที่ไม่แปลกหากผู้กำกับจะมีปัญหาให้คุยกับผู้อำนวยการสร้างเสมอ ๆ แน่นอนว่าความรับผิดชอบของผู้กำกับนั้น บางคนมีอำนาจในการจ้างคนที่จะต้องร่วมงานด้วยบ่อย ๆ อย่างเช่น ฝ่ายกำกับภาพ ซาวเอ็นจิเนียร์ ฝ่ายจัดแสง ฝ่ายจัดหาโลเคชั่น ฝ่ายคอสตูม ฝ่ายสเปเชียลเอฟเฟกต์ โดยผู้อำนวยการสร้างจะไม่ลงมายุ่งในเรื่องพวกนี้ด้วยมากนัก หากผู้กำกับภาพยนตร์ยังใช้ทุนสร้างอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ  วิธีการกำกับ  วิธีการกำกับของผู้กำกับแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตรงจุดนี้เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ เพราะผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เนื่องจากศิลปะการกำกับหนังไม่มีทฤษฏีที่ตายตัว

การจัดฉากต่างๆ การเซ็ทฉาก ของภาพยนตร์

  การจัดฉาก การเซ็ทฉากนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการถ่ายทำภาพยนตร์ให้ดูสมจริงมากขึ้น ในยุคแรกๆของภาพยนตร์นั้นการจัดองค์ประกอบฉากยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นการถ่ายทำภาพยนตร์จะถ่ายทำในสถานที่จริง การการดำเนินชีวิตของผู้คนจริงๆ ซึ่งวงการภาพยนตร์เรียกว่า สารคดี เป็นที่นิยมมากในยุคแรกของภาพยนตร์ ซึ่งไม่มีการจัดฉากใดๆทั้งสิ้น

ต่อมาเทคโนโลยีที่พัฒนามากมาย ทางผู้สร้างคิดว่าหากสร้างหนังสักเรื่องหนึ่งตามจินตนาการนั้นได้ใช้อะไรบ้าง กระบวนการของฉากก็เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ทันที ในสมันนั้นหากสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีสถานที่ต่างๆในบทนั้น อาจจะต้องไปยังสถานที่จริง อย่างเช่น มีฉากที่ตัวละครเดินอยู่บนสะพาพโกลเด้นเกต ในซานฟรานซิสโก ผู้สร้างจะต้องเดินทางไปยังซานฟรานซินโก เพื่อถ่ายทำบนสะพานโกลเด้นเกตจริงๆ ซึ่งค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทาง หากอยู่ต่างเมือง

หรือแม้แต่หนังแนวสัตว์ประหลาดบุกโลก และพังเมืองจนพินาศ ผู้สร้างจะทำอย่างไรให้สัตว์ประหลาดตามจินตนาการเกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีการเซ็ทฉากขึ้นมา เช่น ภาพยนตร์ชุดก๊อตซิลล่า ของญี่ปุ่นที่มีการเซ็ทฉาก โดยการย่อส่วนของเมืองให้เล็กลงและถ่ายทำโดยมีคนสวมชุดสัตว์ประหลาดและทำลายเมือง หรือ ภาพยนตร์เรื่อง เบน เฮอร์ ปี 1959 ซึ่งต้องเซ็ทฉากเมืองโรมันขึ้นมาและจำลองสถานที่ต่างๆ ขึ้นเพื่อความสมจริง แต่การเซ็ทฉากและองค์ประกอบฉากในสมัยก่อนค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากรายได้จากการฉายน้อยถือว่าขาดทุน ทำให้ผู้สร้างจึงเซ็ทฉาก จำลองฉากขึ้นมาในโรงถ่ายทำ เพื่อประหยัดการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ