สตอปโมชัน อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์

เทคโนโลยีการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นมีการพัฒนาเรื่อยๆมาในช่วงแรกๆการถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีการใช้เทคนิคพิเศษนั้นในช่วงยุคที่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกยังไม่เข้ามามีบทบาทนัก การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า การถ่ายสต็อปโมชัน (stop motion) เทคนิคนี้ถูกใช้กันมานับตั้งแต่ช่วงปี 1910 ซึ่งใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ประเภทการ์ตูนแอนิเมชั่น การถ่ายทำประเภทนี้ค่อนข้างใช้เวลานานมากและต้องมีความละเอียดในการถ่ายทำสูง  สต็อปโมชัน เป็นการถ่ายทำแอนิเมชันที่ผู้ทำแอนิเมชันต้องสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการวาดบนแผ่นกระดาษ หรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือ ขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิด ๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรม ๆ เทคนิคนี้นิยมใช้มากในช่วงยุคแรกๆของภาพยนตร์มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ถ่ายทำในรูปแบบนี้ เช่น King Kong (1930), Mary and Gretel (1916) และอีกมากมาย

การถ่ายสต็อปโมชัน มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ เคลย์แอนิเมชัน (Clay animation หรือเรียกว่า เคลย์เมชัน claymation) คือ การถ่ายทำโดยการปั้นดินเหนียวหรือขี้ผึ้งเป็นรูปร่างจากนั้นใช้โครงลวดติดไว้ด้านข้างของรูปปั้นนั้นๆเพื่อใช้ในการดัดท่าทาง และถ่ายทำโดยการถ่ายภาพเป็นเฟรมๆและนำมาเรียงต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว คัตเอาต์แอนิเมชัน (Cutout animation) เป็นการถ่ายทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม ซึ่งสมัยก่อนนิยมถ่ายทำในลักษณะดังกล่าว แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย เทคนิคนี้ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ถ่ายแอนิเมชั่นเรื่องยาว เพราะค่อนข้างยุ่งยากจึงนิยมใช้การถ่ายแบบสั้นๆมากกว่า

กราฟิกแอนิเมชัน (Graphic animation) เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ตั้งแต่ปี 1980 และเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน การนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกไว้ ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage ) โดยอาจใช้เทคนิคแแอนิเมชันแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้ เทคนิคนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการไตเติ้ลหรือถ่ายในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้เทคนิคนี้ยังมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โมเดลแอนิเมชัน (Model animation) คือการสร้างตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและฉากหลังเหมือนจริง เทคนิคนิยมใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์เนื่องจากใช้เวลาน้อยและใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ถ่ายทำเพิ่มเติม

แอนิเมชันที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation) เป็นการใช้การถ่ายทำโมเดลโดยใช้วัตถุอื่นๆนอกเหนือจาก ดินเหนียว หรือ ขี้ผึ้ง เช่น ตุ๊กตา, เลโก้ เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีแอนิเมชั่นในการถ่ายทำรูปแบบสต๊อปโมชั่น เช่น The Curse of the Were-Rabbit (2005), Corpse Bride (2005), Chicken Run (2000) เป็นต้น

 

โฮโลแกรม อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์ในอนาคต

โฮโลแกรม เทคโนโลยีการนำเสนอภาพเสมือนจริงโดยการฉายจากเครื่องฉายภาพให้ปรากฏในรูปแบบภาพเสมือนโดยไม่ต้องใช้จอภาพยนตร์ จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างกว้างขวางมากแม้ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็น วงการแพทย์, คอนเสิร์ต หรือนิทรรศการต่างๆ ซึ่งในอนาคตนั้นเราอาจจะได้เห็นการนำเสนอเทคนิคสื่อภาพยนตร์แบบโฮโลแกรม หากเราเคยชมภาพยนตร์ชุด Star Wars หรือ Iron Man จะเห็นฉากการแสดงภาพแบบโฮโลแกรมที่สามารถสื่อสารและแสดงการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจัดว่าเป็นไอเดียและเทคโนโลยีที่กำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นในอนาคตแล้ว สำหรับวงการภาพยนตร์นั้นก็มีการพัฒนาเอาเทคโนโลยีโฮโลแกรมจะใช้ในการฉายภาพยนตร์เสมือนจริงที่ดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้ชมสามารถมองเห็นภาพเสมือนจริงที่แตกต่างจากภาพสามมิติ เสมือนเรากำลังอยู่ใกล้กับเหตุการณ์นั้นหรือบุคคลนั้นๆด้วย

เทคโนโลยีโฮโลแกรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึงแสง 3 มิติลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นนั้นจับต้องโอบกอดได้ที่เรียกว่า “3D Hologram” แนวคิดโฮโลแกรมนี้มีการกล่าวถึงกันมานานเป็นหลายสิบปีแล้วในวงการนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ Sci-Fi เช่นในหนังสือเรื่อง The Foundation ของ Isaac Asimov

โฮโลแกรมนี้ถูกค้นพบโดยเดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor, 1900-1979) วิศวกรไฟฟ้าชาวฮังการี ในวันอีสเตอร์ ปี ค.ศ. 1947 โดยกาบอได้ค้นพบหลักการของโฮโลกราฟีโดยบังเอิญ ในระหว่างที่พัฒนาปรับปรุงคุณภาพของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่บริษัท British Thomson-Houston ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษ. จากการค้นพบนี้ กาบอได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1971 เทคนิคที่คิดค้นเดิมยังใช้อยู่ในกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาพสามมิติอิเล็กตรอน แต่ภาพสามมิติเป็นเทคนิคแสงซึ่งไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีการพัฒนาของเลเซอร์ในปี 1960 ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งคณะนักวิจัยของสหรัฐอเมริกาสามารถคิดค้นการยิงภาพโฮโลแกรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถฉายภาพ 3 มิติแบบเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง ซึ่งในปัจจุบันโฮโลแกรมสามารถพัฒนาการฉายภาพให้สามารถมองเห็นได้ 360 องศา รวมถึงภาพบุคคลต่างๆที่มีขนาดเท่าคนจริง เช่น คอนเสิร์ตรำลึก ไมเคิล แจ็คสัน ที่มีการฉายภาพนักร้องดังผู้นี้กำลังแสดงร้อง เต้น ที่เสมือนจริง ปกติแล้วการสร้างภาพ 3 มิติจะใช้หลักการเดียวกันคือ การฉายภาพให้ตาแต่ละข้างเห็นภาพต่างมุมมองกัน ตาทั้งสองรับภาพไม่เท่ากันจะสามารถรู้ระยะ ตื้น ลึกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ชมจะต้องสวมแว่นตาพิเศษ แต่เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติไม่ใช้แว่นตาพิเศษ

แกรี โอลด์แมน คว้า ลูกโลกทองคำ 2018 จาก Darkest Hour

งานประกาศผลลูกโลกทองคำ 2018 สาขานักแสดงชายยอดเยี่ยม งานนี้ แกรี โอลด์แมน นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Darkest Hour คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ดราม่า ในบทของ วินสตัน เชอร์ชิล วีรบุรุษชาวอังกฤษผู้พลิกชะตาโลก ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่เขามีรายชื่อประกาศและสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จด้วย ก่อนหน้านี้ทาง แกรี่ โอลด์แมน ได้ปฏิเสธรับบทดังกล่าวก่อนการถ่ายทำรวมถึงเขาก็ปฏิเสธภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำบทมาให้แต่ในที่สุดเขาก็รับเล่นใน Darkest Hour กับบท วินสตัน เชอร์ชิล โดยหลังจากที่เขาอ่านบทอย่างละเอียดและสนใจในตัวบทดังกล่าวเขาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมสนใจในตัวเชอร์ชิลล์มาตลอด เพราะเขาเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจริง ๆ ของเรา แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ผมอยากแสดง จริง ๆ แล้วผมมีโอกาสจะได้เล่นเป็นเขาหลายปีมาแล้ว แต่ผมปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป สิ่งที่เป็นอุปสรรคไม่ใช่ความท้าทายทางด้านจิตใจหรือสติปัญญา แต่เป็นทางด้านกายภาพ ผมหมายถึง คุณลองดูผมแล้วดูเชอร์ชิลล์สิ… Darkest Hour คำปฏิเสธของผมก็กลายเป็นคำตอบรับ สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับบทหนังที่เยี่ยมมากของแอนโทนีเรื่องนี้ คือนี่ไม่ใช่ ‘หนังชีวประวัติ’ มันเล่าเรื่องราวตลอดช่วงสองสามสัปดาห์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ดังนั้นจึงไม่มีการเล่าเรื่องย้อนกลับไปกลับมา และไม่มีการแก่ขึ้น”

ซึ่งใน Darkest Hour นั้นนอกจากได้ร่วมกับ โจ ไรท์ ผู้กำกับแล้ว ยังได้ คาซูฮิโร ซูจิ มาทำหน้าที่แต่งหน้าเทคนิคพิเศษให้กับเขาเพื่อแปลงโฉมเป็น วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษผู้เปลี่ยนความเชื่อและวัฒนธรรมเดิมของสหราชอาณาจักรอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทาง ซูจิ ก็สามารถแปลงโฉมเขาออกมาได้สมจริงจนถอดแบบจากตัวจริงออกมาเลยทีเดียว ซึ่งเขาต้องใช้เวลาวันละ 3 ชั่วโมงในการแต่งหน้าและ 2 ชั่วโมงในการถอดอุปกรณ์แต่งหน้าออกรวมๆแล้ว 5 ชั่วโมงในแต่ละวัน

Darkest Hour คือเรื่องราวสุดระทึกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ วินสตัน เชอร์ชิล (รับบทโดย แกรี โอลด์แมน) มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และต้องเผชิญกับความวุ่นวายและวิกฤติที่เกิดขึ้น กองทัพนาซีเดินทัพมาใกล้ยุโรปตะวันตกและการรุกรานของนาซีเข้ามาใกล้ทุกที เชอร์ชิลจะเลือกใช้ยุทธวิธีใด ระหว่า หาทางเจรจาสันติภาพกับนาซี เยอรมนี หรือยืนหยัดต่อสู้เพื่ออุดมคติ เสรีภาพ และอิสรภาพของชาติ เขาต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางวิกฤติ พยายามกอบกู้ชาติ และพยายามที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ท่ามกลางประชาชนที่ยังไม่มีการเตรียมตัว กษัตริย์ผู้ช่างสงสัย และพรรคการเมืองของเขาที่วางตัวอยู่ตรงกันข้าม

แฟนๆลุ้น Star Wars 9 จะเปิดเผยเรื่องราวของผู้นำสโน๊คหรือไม่

แม้ว่า Star Wars 8 ที่กำลังฉายในขณะนี้จะเปิดเผยตัวผู้นำด้านมืดอย่าง สโน๊ค ไปแล้ว แต่ว่าก็ยังคงเป็นปริศนาค้างคาใจแก่ผู้ชมมากมายด้วยว่า ผู้นำสโน๊ค มาจากไหนและเป็นใครกันแน่ ซึ่งแฟนๆต่างก็หวังว่าใน Star Wars 9 นั้นทางผู้สร้างจะเผยเรื่องราวของผู้นำผู้นี้ออกมา สำหรับแฟนหนังที่ได้ชมหนังภาคต่อจากมหากาพย์สงครามกาแล็กซีสุดมันส์ Star Wars: The Last Jedi นอกจากจะประทับใจไปกับบทสรุปที่บอกถึงความหวังใหม่และสู้ไม่ถอยของกองกำลังกบฏฝ่ายต่อต้าน เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ทั้งสนใจ ทั้งข้องใจเกี่ยวกับเรื่องราวของฝ่ายปฐมภาคี กองทัพศัตรูที่ปรากฏตัวครั้งแรกในภาค The Force Awakens กันอยู่มากเลยทีเดียว เพราะ The Last Jedi ไม่ได้ให้ข้อมูลถึงที่มาที่ไปของกองกำลังวายร้ายด้านมืดนี้เลยแม้แต่น้อย แถมผู้นำสูงสุดสโน๊คแห่งปฐมภาคียังถูกปลิดชีพทิ้งไปง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเผยโฉมจริงที่ไม่ใช่ภาพโฮโลแกรม แต่ว่าหลังจากที่เปิดเผยตัวผู้นำฝ่ายปฐมภาคีที่ต้องการให้เรย์เข้าสู่ด้านมืดเช่นเดียวกับ ไคโร เรน แต่ว่ายังมีคำถามมากมายที่ค้างคาใจแก่ผู้ชมจำนวนมากว่าแท้จริงว่า สโน๊ค มีที่มาอย่างไร ทำไมถึงได้มาเป็นผู้นำฝ่ายปฐมภาคี ทั้งนี้มีการพูดถึงทฤษฎีต้นกำเนิดของสโน๊คที่คาดว่าจะเปิดเผยใน  Star Wars 9 ที่ตอนนี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ โดยมีข้อสันนิฐานของชื่อตอนที่ตั้งคร่าวๆอย่าง Black Diamond ที่ดูเหมือนว่าในภาคดังกล่าวจะเป็นการเปิดเผยหรือย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกองกำลังฝ่ายปฐมภาคี ซึ่งเรื่องราวสงบมานานกว่า 30 ปีหลังจาก Star Wars 6 นอกจากนี้อาจยังมีทฤษฎีที่หักมุมของเรื่องด้วยว่า ผู้นำฝ่ายปฐมภาคี ผู้นี้อาจไม่ยังตายและจะกลับมาแผลงฤทธิ์โชว์ฝีมือให้สมกับตำแหน่งผู้นำสูงสุดอีกครั้ง สังเกตได้จากคำใบ้ที่ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน ทิ้งไว้ให้ใน The Last Jedi กับฉากที่นายพลฮักซ์เข้าไปพบร่างผู้เป็นเจ้านาย ที่แม้ร่างกายจะถูกหั่นเป็นสองส่วนจนร่วงลงมากองกับพื้น แต่มือซ้ายข้างที่สวมแหวนเพชรดำกลับวางไว้ตรงบัลลังก์อย่างทรงสง่าดังเดิม

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงเพชรสีดำที่สโน๊คสวมไว้ว่า เพชรสีดำนี้สร้างจาก แร่ไคเบอร์ แร่สีดำที่บรรจุพลัง Force เอาไว้และใครที่ครอบครองมันจะมีพลังที่เหนือกว่าใครๆ นอกจากนี้ยังมีข้อสันนิฐานว่าแร่ดังกล่าวถูกฝังอยู่ใต้วิหารเก่าแห่งซิธ สำหรับทฤษฎีดังกล่าวนั้นเป็นยังข้อสันนิฐานเท่านั้น ซึ่งยังคงต้องรอการพิสูจน์ใน Star Wars 9 ว่าที่มาของผู้นำสโน๊คจะเปิดเผยในภาคนี้หรือไม่

เบน เอฟเฟล็ก เผยอยากกลับมากำกับ The Batman อีกครั้ง

หลังจากที่นักแสดงมากฝีมืออย่าง เบน เอฟเฟล็ก ประกาศว่าจะอำลาบท แบทแมน รวมถึงถอนตัวจากผู้กำกับหนัง The Batman เนื่องจากปัญหาที่ว่าเจ้าตัวไม่แฮปปี้กับบทหนังเท่าไหร่นักรวมถึงหลังประกาศถอนตัวไม่นานก็มีข่าวว่าเขาอำลาบทบาทของ บรูซ เวนย์ หรือ แบทแมน ด้วย แม้ว่าเขาจะอำลาบทดังกล่าวแล้วแต่ดูเหมือนว่าเขายังคงสนใจและอยากกลับมากำกับเช่นเดิมเรียกว่า การกลับมาของเขานั้นทำให้แฟนๆงงไปตามกันว่าสรุปแล้วจะกลับมาหรือไม่กลับมากันแน่

ล่าสุดนักแสดงรุ่นเก๋าออกมาเผยว่าอยากจะกลับมากำกับอีกครั้งใน The Batman โดยเขาให้สัมภาษณ์กับ Daily Sabah ไว้ว่า “สำหรับผม มันน่าสนใจและผมยกย่องอะไรเหล่านี้(บทภาพยนตร์และการกำกับภาพยนตร์) อยู่เสมอ ผมอยากกำกับหนังแบทแมน แต่ผมยังไม่ได้บทภาพยนตร์ที่ผมสามารถแฮปปี้กับมัน ทีมงานคนอื่นเลยเริ่มสร้างแล้วก็เขียนบทหนังอีกแบบขึ้นมา แต่ตอนนี้ ผมกำลังคิดหนักเกี่ยวกับทิศทางของจักรวาล DC ในอนาคตและผมจะทำตามไอเดียนั้นต่อไป” ก่อนเสริมว่า “ผมรู้ตัวว่าผมรักการทำงานร่วมกับทีมงานเหล่านี้และมันคือความสุขของผมจริง ๆ ที่ได้สร้างหนังแบทแมน”

จากการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ทาง เบน ได้ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาโปรเจคดังกล่าวว่า สาเหตุที่โปรเจคเรื่อง The Batman ต้องมีปัญหานั้นเนื่องจากเขามีความเห็นไม่ตรงกันกับทีมงานโดยเฉพาะคนเขียนบทที่ดูความเห็นออกมาไม่ตรงกันรวมถึงคิวงานแสดงภาพยนตร์ของเขาด้วยจึงเป็นสาเหตุในการถอนตัวดังกล่าว นั่นรวมถึงจากการที่เขาประกาศอำลาบทของแบทแมนอีกด้วย จึงทำให้ทางต้นสังกัดต้องหานักแสดงผู้มารับบทแบทแมนคนใหม่อีกครั้งโดยทางพระเอกหนุ่มไม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวลือการกลับมารับบทแบทแมนในหนังเดียวของเดอะแฟลช Flashpoint แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็มีนักแสดงรุ่นเก๋ามากมายที่คาดว่าจะได้บทแบทแมนในภาคต่อๆไป ซึ่งผู้ที่อาจจะมารับบทเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบทแมนรุ่นใหญ่อย่าง เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน ซึ่งจะมารับบท โทมัส เวนย์ ใน Flashpoint รวมถึง เจค จิลเลนฮาล ที่อาจคว้าบท แบทแมนคนล่าสุดก็ได้ ซึ่งตอนนี้โปรเจคหนังเรื่องนี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแต่อย่างใดซึ่งคาดว่าอาจจะสร้างหลังจาก The Batman ด้วยซ้ำ สำหรับเรื่อง The Batman ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและเจรจาอีกครั้งว่าใครจะมานั่งตำแหน่งผู้กำกับซึ่งแฟนๆก็คงต้องรอคอยคำตอบต่อไปว่านักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง เบน เอฟเฟล็ก จะกลับมากำกับตามเดิมหรือไม่ และในส่วนของโปรเจคท์ Flashpoint ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นการสร้างเพียงเท่านั้น ซึ่งกว่าจะถึงวันฉายที่กำหนดไว้คร่าว ๆ ในปี 2020

HBO ประกาศแล้ว Game of Thrones ซีซั่น 8 จ่อคิวลงจอปี 2019

ซีรี่ย์ยอดนิยมของผู้ชมกว่าล้านคนทั่วโลกอย่าง Game of Thrones ที่เรื่องราวดำเนินมาถึงซีซั่น 7 ซึ่งก็ลาจอไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 ที่ผ่านมาด้วยยอดผู้ชมกว่า 50 ล้านคนทั่วประเทศและยังไม่รวมยอดผู้ชมจำนวนมากในต่างประเทศด้วยรวมเรตติ้งที่สูงจนถล่มทลายปิดฉากซีซั่น 7 อย่างสวยงามทั้งนี้แฟนๆต่างก็รอคอยว่า ซีซั่น 8 ซึ่งเป็นตอนจบของซีรี่ย์ชุดนี้จะลงจอเมื่อใด เริ่มแรกนั้นทางต้นสังกัดอย่าง HBO ได้ออกมาเผยว่ากำหนดเดิมของ Game of Thrones ซีซั่น 8 นั้นจะมีกำหนดออกอากาศในช่วงกลางปี 2018 ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม หรือ สิงหาคม แต่ทว่าแฟนๆต่างต้องผิดหวังไปตามๆกันเมื่อ HBO ได้ออกมาเผยว่า Game of Thrones ซีซั่น 8 ซึ่งเป็นซีซั่นสุดท้ายนั้นจะมีกำหนดออนแอร์ในปี 2019 ซึ่งหมายถึงปีหน้านู้นเลย ซึ่งก็ทำให้แฟนๆรอคอยกันยาวๆเลย ทั้งนี้แม้ว่าซีรี่ย์จะมีกำหนดออกอากาศในปี 2019 นั้นเพื่อว่าให้เรื่องราวของ Game of Thrones ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบสมกับเป็นซี่รี่ย์ยอดนิยมแห่งยุคนี้ โดย HBO เผยว่าตอนนี้ทางทีมงานผู้สร้างนั้นกำลังถ่ายทำรวมถึงในซีซั่น 8 นั้นมีฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษที่เยอะมากและต้องใช้เวลานาน นอกจากนี้แล้วยังรวมถึงคิวงานของทีมงานและนักแสดงในเรื่องด้วยซึ่งนักแสดงหลักๆหลายคนมีคิวแสดงทั้งซีรี่ย์และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆมากมายซึ่งก็ทำให้การถ่ายทำต้องเลื่อนเวลาออกไปด้วย โดยทาง เคซี่ย์ บลอยส์ (Casey Bloys) บอสใหญ่แห่ง HBO กล่าวว่า “ในซีซั่น 8 นั้นมีการถ่ายทำที่ยุ่งยากและหลายฉากที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษร่วมด้วย รวมถึงมีความซับซ้อนในการถ่ายทำและการตัดต่อ นอกจากรวมถึงคิวงานของนักแสดงด้วยซึ่งตอนนี้พวกเขามีงานแสดงภาพยนตร์ต่างๆอีกด้วย เช่น เอมีเลีย คาล์ก ติดคิวถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Han Solo หรือ โซเฟีย เทอร์เนอร์ ติดถ่ายทำภาพยนตร์ x-men: dark phoenix ซึ่งก็ต้องรอคิวงานของนักแสดงด้วย”

สำหรับ Game of Thrones ซีซั่น 8 แม้ว่าจะมีการวางกำหนดฉายในปี 2019 นั้นแต่ก็ยังไม่มีการกำหนดวันออกอากาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีคิวออกอากาศเดือนไหน ซึ่งก็มีกำหนดเปิดกล้องในเดือนตุลาคม 2017 และมีเวลาในการถ่ายทำจนถึงเดือนสิงหาคม 2018 ทั้งนี้ยังไม่รวมเวลาในการตัดต่อหรือใส่เทคนิคพิเศษ ซึ่งจากการที่ซีรี่ย์เลื่อนออนแอร์ในปี 2019 ซึ่งหมายความว่าทีมงานจะมีเวลาตัดต่อมากขึ้นเพื่อให้ซีรี่ย์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ปิดฉากและอำลาแฟนๆอย่างสมบูรณ์แบบและเป็นที่จดจำมากที่สุด

ผู้สร้างเผยอาจสูญเสียไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ใน Jurassic World 2

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองอีกเรื่องหนึ่งอย่าง Jurassic World 2 หรือ Jurassic World: Fallen Kingdom ซึ่งเล่าถึงภารกิจอพยพไดโนเสาร์ออกจากเกาะที่ภูเขาไฟกำลังระเบิด ล่าสุดทางผู้กำกับอย่าง เจ.เอ. บาโยน่า ออกมาบอกใบ้ว่าไดโนเสาร์รุ่นบุกเบิกอย่างทีเร็กซ์อาจจะตายในภาคนี้ รวมถึงผู้เขียนบท ผู้เขียนบท คอลิน เปรเวอร์โรว์ และนักแสดงหนุ่ม คริส แพรตต์ ที่บอกใบ้เกี่ยวกับเนื้อเรื่องในภาคนี้ว่า เรื่องราวใน Jurassic World: Fallen Kingdom จะมีประเด็นดราม่าที่เข้มข้นมาก ทั้งนี้รวมถึงการปูเนื้อเรื่องที่นำไปสู่ภาคต่อไปซึ่งผู้ชมจะเห็นเรื่องราวของโลกไดโนเสาร์ใหม่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาพยนตร์ชุดนี้ ตามเนื้อเรื่องที่บ่งบอกถึงยุคสิ้นสุดของไดโนเสาร์รุ่นดั้งเดิมที่กลับมาคร่าชีวิตพวกมันอีกครั้งซึ่งโบกมือลากันไป เพื่อเปิดทางสู่เรื่องราวใหม่ๆไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่เข้ามาแทนที่ในภาคถัดไป ซึ่งผู้สร้างเผยอีกว่าใน Jurassic World: Fallen Kingdom จะเป็นภาพยนตร์ชุด Jurassic Park ที่ดราม่าที่สุดและเศร้าที่สุดด้วย ซึ่งดูเหมือนจะคอนเฟิร์มแล้วว่า ไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์ที่เราเห็นมันมาตั้งแต่ภาคแรกนั้นอาจจะต้องโบกมืออำลาเราเช่นกันจากการบอกใบ้ในตัวอย่างแรก จะสังเกตจากฉากอพยพไดโนเสาร์เจ้าเร็กซี่จะตายเพราะอาการบาดเจ็บจากเหตุภูเขาไฟระเบิดซึ่งยังคงให้คำตอบไม่ได้จริงๆว่ามันตายเพราะอะไรกันแน่ ซึ่งแฟนๆคงต้องหาคำตอบในภาพยนตร์ นอกจากนี้แล้วในภาคถัดไปแฟนๆอาจจะได้เห็นไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ เช่น แบรีออนิกซ์ (Baryonyx) ที่ว่ากันว่า มีจำนวนคมเขี้ยวมากกว่า แข็งแกร่งกว่า และดุร้ายกว่าไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ นอกจากนี้อาจจะได้เห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดอื่นๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในภาคที่ผ่านๆมาโดยเฉพาะสัตว์ทะเล หรือ สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งแฟนๆอาจได้เห็น จระเข้ยักษ์ซาร์โคซูคัส, งูยักษ์ไททันโอโบอา หรือ ฉลามเมกกาโลดอน ก็เป็นได้ แม้ว่าข้อมูลเรื่องของไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์จะตายในภาค  Fallen Kingdom แต่ก็เป็นเพียงคำบอกใบ้และข้อสันนิฐานข้างต้นเท่านั้น ซึ่งเรื่องราวที่แท้จริงนั้นอาจจะต้องหาคำตอบกันในภาพยนตร์ที่จะเข้าฉายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2018 นี้ นอกจากนี้ในภาคนี้แฟนๆจะยังเห็นไดโนเสาร์พันธุ์อื่นๆ เช่น ทอราโนดอน (Pteranodon), อะแพโทซอรัส (Apatosaurus), ไทรเซอราท็อปส์ (Triceratops), แองคิโลซอรัส (Ankylosaurus), แกลลิไมมัส (Gallimimus), สเตโกซอรัส (Stegosaurus), คอมป์ซอกนาทัส สำหรับ Jurassic World: Fallen Kingdom กำกับโดย เจ.เอ. บาโยน่า เขียนบทและโปรดิวเซอร์ โดย คอลิน เปรเวอร์โรว์  อำนวยการสร้างโดย สตีเว่น สปีลเบิกส์ และนักแสดงนำเช่น คริส แพรตต์ , ไบรซ์ ดัลลัส โฮเวิร์ด, บี.ดี.หว่อง, เจฟฟ์ โกลด์บลัม , ราฟ สปอลล์ ,โทบี้ โจนส์, เท็ด เลวีน, เจมส์ ครอมเวลล์ และ จัสติส สมิธ

Slender Man จากความสยองในโลกออนไลน์สู่ภาพยนตร์ระทึกขวัญปี 2018

สตูดิโอ Screen Germs ปล่อยตัวอย่างแรก Slender Man ความสยองจากโลกออนไลน์สู่ภาพยนตร์สุดหลอนพร้อมฉายเดือนพฤษภาคม 2018 ทั้งนี้คงต้องบอกว่าตำนานของเจ้าสแลนเดอร์ แมน นั้นจัดว่าเป็นปีศาจสุดหลอนที่ใครๆก็กล่าวถึงมากในโลกออนไลน์จนกลายมาเป็นเกมสยองขวัญสุดหลอน สำหรับ Slender Man ฉบับภาพยนตร์นั้น บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ นักเรียนม.ปลาย 4 คนได้ร่วมกันทำพิธีกรรมเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของสเลนเดอร์แมน จากนั้น หนึ่งในเด็กสาวก็ได้หายไปอย่างลึกลับ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เธอได้ตกเป็นเหยื่อคนล่าสุดของสเลนเดอร์แมนแล้ว แม้ว่าตัวอย่างที่ปล่อยออกมานั้นจะดูไม่ค่อยหลอนหรือชวนขนลุกเท่ากับในเกมแต่เชื่อว่าทางผู้สร้างมีไม้เด็ดๆที่เก็บความหลอนและน่ากลัวเอาไว้ในภาพยนตร์แน่นอนถ้าหากว่ามันทำความหลอนได้ Slender Man จะกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สยองขวัญที่น่ากลัวและถูกกล่าวขานอีกเรื่องหนึ่ง

Slender Man กำกับโดย ซิลเวน ไวท์ แจส ซินแคลร์, โจอี้ คิง, จูเลีย โกลดานี เทลเลส, แอนนาลิเซ แบสโซ , อเล็กซ์ ฟิตซ์เอแลน และ เควิน แชปแมน พร้อมออกฉายในวันที่ 18 พฤษภาคม 2018 สำหรับ Slender Man ถือกำเนิดในปี 2009 จากเว็บไซต์ชื่อว่า somethingawful จัดกิจกรรมตัดต่อรูปภาพถ่ายธรรมดาทำให้ในภาพมีภูตผีปีศาจในภาพนั้นพร้อมทั้งส่งเรื่องเล่าสยองขวัญที่เกี่ยวกับรูปภาพนั้นๆด้วย และรูปหนึ่งที่สามารถชนะใจกรรมการได้คือ รูปภาพขาวดำในนั้นมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นในสวนเด็กร่วมกับเด็กคนอื่นๆ แต่ด้านหลังรูปภาพปรากฏร่างของชายแปลกหน้ารูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสูทสีดำยืนอยู่ใต้ต้นไม้หลังเด็กผู้หญิงในรูป ภาพดังกล่าวเมื่อเผยแพร่ออกไปกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ จนทำให้ค่ายเกมค่ายหนึ่งซื้อลิขสิทธิ์นำไปสร้างเป็นเกมซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากหลายๆคนบอกว่าเกมมีความหลอนมากโดยเฉพาะเมื่อเจ้าสแลนเดอร์ แมน โผล่ออกมาทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่บอกเสียงเดียวว่าเล่นไม่จบ นอกจากเกมแล้ว ปีศาจสแลนเดอร์ แมน ยังถูกนำมาเล่าเป็นตำนานสยองขวัญโดยบอกเล่าว่า สแลนเดอร์ แมนคือปีศาจที่ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่าร้อยปีแล้วซึ่งเสื้อผ้าของมันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาตามยุคสมัย สแลนเดอร์แมนมีลักษณ์คล้ายผู้ชายไม่มีใบหน้า ไม่มีผม มีแขนที่ยาวเหมือนหนวดปลาหมึก ลำตัวสูงโปร่ง และมันจะปรากฏกายขึ้นเมื่อมันจะกลืนกินวิญญาณของคนๆนั้น โดยเรื่องราวของสแลนเดอร์ แมน ถูกเล่าเป็นตำนานเรื่องอื่นๆอีกมากมายจนผู้อ่านคิดว่ามันคือเรื่องจริง นอกจากนี้ยังมีการทำคลิปผีต่างๆที่กล่าวถึงสแลนเดอร์ แมนอีกด้วย

Netflix ไฟเขียว Bright ภาค 2 มาแน่

Netflix เว็บไซต์สตรีมซีรี่ย์และภาพยนตร์ชื่อดังออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า Bright 2 ได้รับไฟเขียวให้สร้างต่อแน่นอนว่าพร้อม วิล สมิธ ก็กลับมาในภาคนี้เช่นเดิม แม้ว่าภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง Bright ที่เพิ่งลงสตรีมในเว็บไซต์ Netflix ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมาซึ่งแม้ว่าจะได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมก็ตาม แต่แม้ว่าบางคนบอกว่าหนังออกมาไม่ดีเท่าที่ควรรวมถึงการวิจารณ์ก็ออกมาไม่ดี แต่ว่าทางต้นสังกัดอย่าง Netflix ก็ไม่สนใจคำวิจารณ์และพร้อมเดินหน้าสร้างภาคต่อออกมาทันที ล่าสุด ก็แอบส่งคลิปเพื่อยืนยันแน่นอนแล้วว่า จะเดินหน้าสร้างภาคต่อ Bright ต่อไปแบบไม่สนใจข่าวลือและกระแสคอมเมนต์ในด้านลบกันเลยทีเดียว

คลิปที่ปล่อยออกมา เผยให้เห็นถึงการออดิชั่นของผู้ที่จะมารับบทเป็นตัวละครเผ่าพันธุ์ออร์ค กล่าวถึงความชอบส่วนตัวการันตีความสนุกของ Bright ภาคแรกและจะรู้สึกยินดีมาก ๆ หากได้ร่วมงานกับ วิล สมิธ (Will Smith) นักแสดงนำหลักของเรื่อง ปิดท้ายด้วยคำโฆษณาสุดกวนตามสไตล์ของหนังจากผู้สร้างว่า “Bright 2 จะสนุกขึ้น แสบทรวงขึ้น เหล่าออร์คจะป่วนขึ้น และเตรียมพบกับสงครามสุดแฟนตาซีกันได้ แต่โอเค หนังยังต้องใช้เวลาสร้างอยู่นะ”  ถือว่าชัดเจนแล้วว่าทีมผู้สร้างและ Netflix เดินหน้าสร้างภาคต่อออกมาอย่างแน่นอนและเราจะได้เห็นคู่หูมนุษย์และออร์คกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง พร้อมทั้งผู้กำกับอย่าง เดวิด เอเยอร์, เอริค นิวแมน, ไบรอัน อันเคลส ก็กลับมาทำหน้าที่เดิมรวมถึงทีมผู้สร้างจากภาคแรกเช่นกัน แม้ว่าหนังจะยังไม่เปิดกล้องและรายละเอียดของภาคต่อว่าจะเป็นอย่างไร แต่เป็นที่คอนเฟิร์มแล้วว่านักแสดงอย่าง วิล สมิธ และ โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน จะกลับมารับบทนำอีกเช่นเคย

สำหรับ Bright ภาคแรกเป็นเรื่องราวของโลกที่มีเผ่าพันธุ์อื่นๆนอกเหนือจากมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างจนนำไปสู่การปฏิบัติภารกิจสยบคดีที่แสนวุ่นวายจากการอยู่ร่วมกันของกลุ่มหลายเผ่าพันธุ์อย่าง มนุษย์ ออร์ค และ เอลฟ์ ของคู่หูตำรวจเผ่าพันธุ์มนุษย์ วอร์ด (วิล สมิธ) และเผ่าพันธุ์ออร์ค จาโคบี (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน) ที่ต้องปกป้องไม้กายสิทธิ์จากบางคนที่ต้องการมันและครอบครองมัน พร้อมด้วยแสดงมากมายเช่น นูมิ ราเพซ , ลูซี ฟราย , เอ็ดการ์ รามิเรซ, ไอค์ บารินโฮลทซ์ และมาร์กาเร็ต โช โดยภาพยนตร์เรื่อง Bright เป็นภาพยนตร์ในเว็บ Netflix ที่มียอดผู้ชมมากที่สุดด้วย ซึ่งก็ทำให้เว็บไซต์และผู้สร้างรับรายได้อย่างมากมายนั่นไม่น่าแปลกเลยที่ทางเว็บไซต์จะไฟเขียวให้สร้างภาคต่อออกมา ซึ่งหนังก็ยังไม่กำหนดสตรีมซึ่งคาดว่าน่ามาในช่วงปลายปี 2018 นี้สำหรับแฟนๆที่ชื่นชอบ Bright ภาคแรก ก็ไม่ควรพลาดชม

ระบบเสียง DOLBY ATMOS

ภาพยนตร์นอกจากมีการถ่ายทำที่ใช้ความละเอียดภาพสูงแล้ว เพื่อให้ได้อรรถรสในการชมของผู้ชมนั้นระบบเสียงก็ได้สิ่งสำคัญของวงการภาพยนตร์ในการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะมีการบันทึกตัดต่อเสียงต่างๆเพื่อให้เสียงมีความละเอียดมากขึ้น ในสมัยก่อนภาพยนตร์ยังไม่มีใช้การบันทึกเสียง ซึ่งเมื่อนำมาฉายจะมีการใช้เสียงพากย์ทับแทน ต่อมามีการพัฒนาระบบเสียงขึ้นในช่วงแรกเป็นเสียงในรูปแบบ 2.0 ซึ่งเป็นเสียงที่ได้ยินในลำโพง 2 ตัว ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาระบบเสียงเป็นแบบ DOLBY ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น DOLBY 5.1 และ DOLBY 7.1 ซึ่งเป็นระบบเสียงที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งโรงภาพยนตร์ทั่วไปมีการใช้ระบบเสียงแบบ 5.1 ซึ่งเป็นระบบที่ยังคงใช้กันระบบเสียง 5.1 เป็นระบบเสียงที่มีความละเอียดและสามารถได้ยินได้ทุกทิศทางแต่การใช้ระบบเสียง 5.1 นั้นต้องมีลำโพงที่สามารถรองรับระบบเสียงนี้ ทั้งนี้ก็มีการพัฒนาระบบเสียงอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ DOLBY ATMOS เป็นระบบเสียงที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปยังไม่มี ซึ่งมีเพียงบางโรงภาพยนตร์เท่านั้นที่มีระบบเสียงนี้

ระบบเสียง DOLBY ATMOS เป็นระบบเสียงมีการกระจายรอบทิศทางมากกว่าระบบ 5.1 และ 7.1 โดยระบบเสียง DOLBY ATMOSนั้นเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดเสียงในตำแหน่งเดิม และสามารถกระจายเสียงได้รอบทิศทางมากกว่า โดยผู้ชมจะได้ยินเสียงทั้งหน้า – หลัง – ซ้าย – ขวา และด้านบน ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาในระบบนี้ ทั้งนี้ก็มีภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยที่เริ่มถ่ายทำในระบบนี้บ้างแล้ว และในปัจจุบันระบบเสียงนี้เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น