สตอปโมชัน อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์

เทคโนโลยีการถ่ายทำภาพยนตร์นั้นมีการพัฒนาเรื่อยๆมาในช่วงแรกๆการถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีการใช้เทคนิคพิเศษนั้นในช่วงยุคที่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกยังไม่เข้ามามีบทบาทนัก การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า การถ่ายสต็อปโมชัน (stop motion) เทคนิคนี้ถูกใช้กันมานับตั้งแต่ช่วงปี 1910 ซึ่งใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ประเภทการ์ตูนแอนิเมชั่น การถ่ายทำประเภทนี้ค่อนข้างใช้เวลานานมากและต้องมีความละเอียดในการถ่ายทำสูง  สต็อปโมชัน เป็นการถ่ายทำแอนิเมชันที่ผู้ทำแอนิเมชันต้องสร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของภาพขึ้นด้วยวิธีอื่น นอกเหนือจากการวาดบนแผ่นกระดาษ หรือแผ่นเซล และยังต้องยอมเมื่อยมือ ขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบเหล่านั้นทีละนิด ๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรม ๆ เทคนิคนี้นิยมใช้มากในช่วงยุคแรกๆของภาพยนตร์มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ถ่ายทำในรูปแบบนี้ เช่น King Kong (1930), Mary and Gretel (1916) และอีกมากมาย

การถ่ายสต็อปโมชัน มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ เคลย์แอนิเมชัน (Clay animation หรือเรียกว่า เคลย์เมชัน claymation) คือ การถ่ายทำโดยการปั้นดินเหนียวหรือขี้ผึ้งเป็นรูปร่างจากนั้นใช้โครงลวดติดไว้ด้านข้างของรูปปั้นนั้นๆเพื่อใช้ในการดัดท่าทาง และถ่ายทำโดยการถ่ายภาพเป็นเฟรมๆและนำมาเรียงต่อกันเป็นภาพเคลื่อนไหว คัตเอาต์แอนิเมชัน (Cutout animation) เป็นการถ่ายทำโดยใช้วัสดุ 2 มิติ (เช่น กระดาษ, ผ้า) ตัดเป็นรูปต่างๆ และนำมาขยับเพื่อถ่ายเก็บไว้ทีละเฟรม ซึ่งสมัยก่อนนิยมถ่ายทำในลักษณะดังกล่าว แต่ปัจจุบันใช้วิธีวาดหรือสแกนภาพเข้าไปขยับในคอมพิวเตอร์ได้เลย เทคนิคนี้ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ถ่ายแอนิเมชั่นเรื่องยาว เพราะค่อนข้างยุ่งยากจึงนิยมใช้การถ่ายแบบสั้นๆมากกว่า

กราฟิกแอนิเมชัน (Graphic animation) เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ตั้งแต่ปี 1980 และเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน การนำกล้องมาถ่ายภาพนิ่งต่าง ๆ ที่เราเลือกไว้ ทีละภาพ ทีละเฟรม แล้วนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเหมือนเทคนิคคอลลาจ (collage ) โดยอาจใช้เทคนิคแแอนิเมชันแบบอื่นมาประกอบด้วยก็ได้ เทคนิคนี้ส่วนใหญ่ใช้ในการไตเติ้ลหรือถ่ายในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้เทคนิคนี้ยังมีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

โมเดลแอนิเมชัน (Model animation) คือการสร้างตัวละครโมเดลขึ้นมาขยับ แล้วซ้อนภาพเข้ากับฉากที่มีคนแสดงจริงและฉากหลังเหมือนจริง เทคนิคนิยมใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์เนื่องจากใช้เวลาน้อยและใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ถ่ายทำเพิ่มเติม

แอนิเมชันที่เล่นกับวัตถุอื่นๆ (Object animation) เป็นการใช้การถ่ายทำโมเดลโดยใช้วัตถุอื่นๆนอกเหนือจาก ดินเหนียว หรือ ขี้ผึ้ง เช่น ตุ๊กตา, เลโก้ เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีแอนิเมชั่นในการถ่ายทำรูปแบบสต๊อปโมชั่น เช่น The Curse of the Were-Rabbit (2005), Corpse Bride (2005), Chicken Run (2000) เป็นต้น

 

เทคนิค Blue Screen และ Green Screen

การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องของสถานที่ถ่ายทำต่างๆเพื่อใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำซึ่งจะสื่อถึงสถานที่ต่างๆในเรื่อง แต่ว่าในปัจจุบันภาพยนตร์ที่มีการใช้โลเคชั่นแบบจินตนาการผู้สร้าง โดยเฉพาะภาพยนตร์แนวแฟนตาซีนั้น สถานที่ถ่ายทำไม่ว่าจะเป็น ปราสาท, หุบเขา, ป่าไม้ ที่แปลกตาหรือจินตนาการของผู้สร้างนั้นคงหาไม่ได้ในโลกความจริงดังนั้นการใช้พื้นหลังหรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเพื่อใช้เป็นพื้นหลังของสถานที่นั้นๆจึงถูกเพิ่มเข้ามาใช้ในการถ่ายทำ เทคนิคนี้เรียกว่า เทคนิค Blue Screen และ Green Screen หรือเทคนิคการซ้อนภาพ เป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมานานแล้วในการถ่ายทำภาพยนตร์หรือในรายการโทรทัศน์ และสามารถทำได้แนบเนียนมากจนเราไม่ทราบว่าฉากหลังต่างๆนั้น เป็นการถ่ายทำจริง หรือถ่ายทำทีละครั้ง แล้วนำภาพมาซ้อนกัน เทคนิคนี้เบื้องหลังคือการให้นักแสดงพูดคุยโดยฉากหลังคือผ้าสีน้ำเงินหรือสีเขียว จากนั้นนำมาใช้กระบวนการตัดต่อโดยการซ้อนภาพ ซ้อนฉากสถานที่ต่างๆลงในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวเลย สามารถทำได้ในกองถ่ายหรือสตูดิโอ ในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ รวมทั้งการถ่ายภาพ ในปัจจุบัน นิยมใช้ทั้ง Blue Screen และ Green Screen แต่การแต่งกายของผู้แสดง หรือพิธีกร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีที่เหมือนกับฉากหลัง เช่น สีฟ้า ถ้าฉากหลังเป็น Blue Screen จากบทความในต่างประเทศได้เปรียบเทียบการใช้ Blue Screen กับ Green Screen ไว้ ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ถ้าเราสังเกตภาพที่เกิดจากการซ้อนภาพและฉากหลัง หลายๆครั้งจะพบว่า ภาพคนนั้นมีขอบเป็นสีติดมา ทำให้ดูไม่แนบเนียนหรือรู้เลยว่า นี่เป็นการทำภาพซ้อน Effect ดังกล่าว เรียกว่า Blue Spill หรือ Green Spill ซึ่งบทความกล่าวว่า Blue Spill จะสังเกตได้ยากกว่า หรืออาจจะไม่สังเกตเห็น เมื่อเทียบกับ Green Spill

การใช้ เทคนิค Blue Screen และ Green Screen นั้นมีใช้ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงขั้นสูง ซึ่งในระดับเบื้องต้นนั้นสามารถใช้งานได้โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีมากมายส่วนใหญ่ใช้ในการถ่ายทำหนังสั้นหรือวีดีโอสั้นๆไม่ยุ่งยาก แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนั้นค่อนข้างมีต้นทุนสูงมากและต้องมีความละเอียดสูงในการใส่ภาพใน Blue Screen และ Green Screen เพื่อให้ภาพออกมาละเอียดที่สุด นอกจากนี้การใช้ Blue Screen และ Green Screen ไม่ได้มีแค่ฉากหลังอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำมาปรับใช้ร่วมกับการสร้างวัตถุอีกด้วยเช่น การสร้างสัตว์โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกโดยนำวัตถุสีเขียวหรือสีน้ำเงินมาใช้ จากนั้นเบื้องหลังจึงนำมาใส่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้างเป็นวัตถุต่างๆ ปัจจุบันเทคนี้นิยมใช้อย่างแพร่หลายแต่ก็มีความแตกต่างไป เช่น Blue Screen จะให้ภาพที่โทนหม่นกว่า Green Screen เป็นต้น