เทคนิค Blue Screen และ Green Screen

การถ่ายทำภาพยนตร์นั้นต้องคำนึงถึงเรื่องของสถานที่ถ่ายทำต่างๆเพื่อใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำซึ่งจะสื่อถึงสถานที่ต่างๆในเรื่อง แต่ว่าในปัจจุบันภาพยนตร์ที่มีการใช้โลเคชั่นแบบจินตนาการผู้สร้าง โดยเฉพาะภาพยนตร์แนวแฟนตาซีนั้น สถานที่ถ่ายทำไม่ว่าจะเป็น ปราสาท, หุบเขา, ป่าไม้ ที่แปลกตาหรือจินตนาการของผู้สร้างนั้นคงหาไม่ได้ในโลกความจริงดังนั้นการใช้พื้นหลังหรือคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเพื่อใช้เป็นพื้นหลังของสถานที่นั้นๆจึงถูกเพิ่มเข้ามาใช้ในการถ่ายทำ เทคนิคนี้เรียกว่า เทคนิค Blue Screen และ Green Screen หรือเทคนิคการซ้อนภาพ เป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันมานานแล้วในการถ่ายทำภาพยนตร์หรือในรายการโทรทัศน์ และสามารถทำได้แนบเนียนมากจนเราไม่ทราบว่าฉากหลังต่างๆนั้น เป็นการถ่ายทำจริง หรือถ่ายทำทีละครั้ง แล้วนำภาพมาซ้อนกัน เทคนิคนี้เบื้องหลังคือการให้นักแสดงพูดคุยโดยฉากหลังคือผ้าสีน้ำเงินหรือสีเขียว จากนั้นนำมาใช้กระบวนการตัดต่อโดยการซ้อนภาพ ซ้อนฉากสถานที่ต่างๆลงในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวเลย สามารถทำได้ในกองถ่ายหรือสตูดิโอ ในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์ รวมทั้งการถ่ายภาพ ในปัจจุบัน นิยมใช้ทั้ง Blue Screen และ Green Screen แต่การแต่งกายของผู้แสดง หรือพิธีกร ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีที่เหมือนกับฉากหลัง เช่น สีฟ้า ถ้าฉากหลังเป็น Blue Screen จากบทความในต่างประเทศได้เปรียบเทียบการใช้ Blue Screen กับ Green Screen ไว้ ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ถ้าเราสังเกตภาพที่เกิดจากการซ้อนภาพและฉากหลัง หลายๆครั้งจะพบว่า ภาพคนนั้นมีขอบเป็นสีติดมา ทำให้ดูไม่แนบเนียนหรือรู้เลยว่า นี่เป็นการทำภาพซ้อน Effect ดังกล่าว เรียกว่า Blue Spill หรือ Green Spill ซึ่งบทความกล่าวว่า Blue Spill จะสังเกตได้ยากกว่า หรืออาจจะไม่สังเกตเห็น เมื่อเทียบกับ Green Spill

การใช้ เทคนิค Blue Screen และ Green Screen นั้นมีใช้ตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนถึงขั้นสูง ซึ่งในระดับเบื้องต้นนั้นสามารถใช้งานได้โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีมากมายส่วนใหญ่ใช้ในการถ่ายทำหนังสั้นหรือวีดีโอสั้นๆไม่ยุ่งยาก แต่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนั้นค่อนข้างมีต้นทุนสูงมากและต้องมีความละเอียดสูงในการใส่ภาพใน Blue Screen และ Green Screen เพื่อให้ภาพออกมาละเอียดที่สุด นอกจากนี้การใช้ Blue Screen และ Green Screen ไม่ได้มีแค่ฉากหลังอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำมาปรับใช้ร่วมกับการสร้างวัตถุอีกด้วยเช่น การสร้างสัตว์โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกโดยนำวัตถุสีเขียวหรือสีน้ำเงินมาใช้ จากนั้นเบื้องหลังจึงนำมาใส่คอมพิวเตอร์กราฟฟิกสร้างเป็นวัตถุต่างๆ ปัจจุบันเทคนี้นิยมใช้อย่างแพร่หลายแต่ก็มีความแตกต่างไป เช่น Blue Screen จะให้ภาพที่โทนหม่นกว่า Green Screen เป็นต้น

เทคโนโลยีภาพยนตร์ที่จะกลายเป็นสิ่งที่นิยมในอนาคต

เทคโนโลยีด้านการนำเสนอสื่อด้านภาพยนตร์นั้นตอนนี้กำลังก้าวไกลและมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากซึ่งในอนาคตอันใกล้นั้นจะมีเทคโนโลยีด้านภาพยนตร์ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและเริ่มเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้นแม้ว่าบางเทคโนโลยีนั้นเป็นที่ยอมรับและนำมาใช้บ้างแล้ว แต่ก็มีบางเทคโนโลยีที่กำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาและเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นั้นการนำเสนอสื่อภาพยนตร์จะช่วยให้ผู้ชมได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น

IMAX จัดว่าเป็นเทคโนโลยีภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมแล้วในปัจจุบันและตอนนี้เป็นที่แพร่หลายมีการสร้างโรงภาพยนตร์ IMAX มากขึ้นในปัจจุบัน ทั้งค่าเข้าชมยังไม่แพงเหมือนสมัยก่อนแล้วเปรียบเทียบได้ก็คือราคาแพงกว่าระบบธรรมดาเพียงนิดเดียวเท่านั้น เทคโนโลยี IMAX นั้นคือการนำเสนอสื่อภาพยนตร์บนจอขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูงกว่าระบบภาพยนตร์ปกติแม้ว่าในสมัยก่อนมีภาพยนตร์ที่ถ่ายทำระบบนี้น้อยมากและเป็นภาพยนตร์เฉพาะเท่านั้น ปัจจุบันภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องหันมาถ่ายทำด้วยระบบนี้มากขึ้นแล้ว

เทคโนโลยี 3มิติโดยไม่ใช้แว่น เทคนิคการนำเสนอภาพ 3 มิติ ของภาพยนตร์นั้นมีการใช้มานานแล้วตั้งแต่ยุค 1980 ในตอนนั้นยังมีการใช้แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เทคโนโลยีสามมิตินั้นจัดว่าเป็นที่นิยมเรื่อยๆมาเนื่องจากผู้ชมสามารถมองเห็นภาพในจอที่มีความลึก บางฉากเห็นสิ่งของทะลุจอออกมา ต่อมาภาพสามมิติเริ่มหันมาใช้การสวมแว่นแบบใหม่ที่ไม่ทำให้เสียสายตาเหมือนกับแว่นตาสีแดง-น้ำเงินแล้ว เริ่มแรกการชมภาพยนตร์แบบ 3 มิติค่อนข้างมีราคาแพงและมีรอบการฉายน้อย แต่ในปัจจุบันภาพยนตร์ 3 มิติจัดว่าสามารถชมได้ทั่วไปตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีการผลิต สมาร์ททีวีบางรุ่นที่สามารถชมภาพยนตร์ 3 มิติได้เช่นกัน สำหรับเทคโนโลยี 3มิติโดยไม่ใช้แว่นนั้นถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังมีการทดลองฉายซึ่งภาพยนตร์ชื่อดัง Avatar  2 จะใช้เทคโนโลยีนี้ในการฉายด้วย

เทคโนโลยี 4D ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้จัดว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทในการชมภาพยนตร์มากขึ้นนี้เป็นสุดยอดของความบันเทิงสำหรับคนชอบดูหนังอย่างมากซึ่งผู้ชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศเสมือนจริงทั้ง เก้าอี้สั่นได้, ควัน, กลิ่น สารพัดที่ใส่เข้ามา แม้ว่าในปัจจุบัน 4D เข้ามาเป็นตัวเลือกให้กับผู้ชมแต่ยังไม่ขยายกว้างขวางมากนักเนื่องจากยังมีโรงภาพยนตร์ที่จำกัดและมีราคาที่แพง แต่คาดว่าในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยี 4D จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและมีราคาที่ถูกลงเช่นเดียวกับ IMAX ในปัจจุบัน

ระบบเสียง ปัจจุบันเทคโนโลยีภาพยนตร์มีการพัฒนาระบบเสียงเพื่อให้ได้อรรถรสในการชมมากขึ้นซึ่งตอนนี้ระบบเสียงที่กำลังเป็นที่นิยมและกำลังเข้ามามีบทบาทอย่าง dolby atmos เป็นต้น

 

Avatar 2 ล้ำหน้าถ่ายทำในระบบ 3 มิติแบบไม่ต้องใส่แว่น

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เทคโนโลยีการถ่ายทำที่ล้ำหน้ากว่าเรื่องอื่นๆแล้วอย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar 2 หนังภาคต่อที่หลายคนรอคอยทั้งนี้นอกจากหนังจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แล้ว หนังเรื่องนี้ยังเทคโนโลยีในการถ่ายทำที่ก้าวล้ำอนาคตไปอีกนั่นคือ การถ่ายทำในรูปแบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใช่แว่นตา จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่จะบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ในวงการภาพยนตร์ ทั้งนี้จากการเปิดเผยข้อมูลจากผู้กำกับอย่าง เจมส์ คาเมรอน ซึ่งเขาได้เผยว่าในการถ่ายทำระบบ 3 มิติของ  Avatar 2 นั้นจะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ โดยการถ่ายแบบ 3 มิติซึ่งผู้ชมไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตาในการรับชม ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเขาจับมือกับบริษัทผู้พัฒนาภาพ Christie Digital ซึ่งเป็นการใช้ระบบจอแบบ RGB Laser Projection เป็นระบบการฉายภาพยนตร์แบบระบบยิงเลเซอร์ซึ่งเป็นจอภาพยนตร์แบบใหม่ ซึ่งผู้ชมสามารถรับชมภาพยนตร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นตาสามมิติแต่อย่างใด ทำให้ผู้ชมสัมผัสรูปแบบของภาพยนตร์สามมิติอย่างเต็มตา นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังทำให้ลดปัญหาเวียนหัวและปวดตาจากการสวมแว่นตาด้วย ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในการถ่ายทำระบบนี้ว่าใช้เทคนิคในการถ่ายทำอย่างไรบ้างนั้น แฟนๆคงต้องพิสูจน์กันในวันที่เข้าฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้่ในปี 2020 ซึ่งคาดว่าระบบการถ่ายทำนี้จะเป็นก้าวหนึ่งของวงการภาพยนตร์ที่จะก้าวล้ำอนาคตต่อไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีการผลิตทีวีที่สามารถรับชมภาพยนตร์ในรูปแบบสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นตาก็ได้

IMAX การถ่ายทำภาพยนตร์ความละเอียดสูง

ในปัจจุบันมีภาพยนตร์หลายๆเรื่องที่มีการฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX ภาพยนตร์จอยักษ์ที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมจำนวนมาก ภาพยนตร์เหล่านี้มีการฉายกำจัดเฉพาะโรงภาพยนตร์เท่านั้น นั่นเพราะว่าโรงภาพยนตร์ IMAX นั้นแตกต่างจากโรงภาพยนตร์ทั่วไปเพราะว่าการฉายและจอภาพยนตร์มีขนาดใหญ่และมีความละเอียดสูงมาก แล้วทำไมหนังบางเรื่องต้องฉายใน IMAX แล้วภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วย IMAX แตกต่างอย่างไร

IMAX ย่อมาจากคำว่า Image MAXimum เป็นการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยกล้องถ่ายทำที่มีคุณภาพความละเอียดสูงมาก รวมถึงการฉายภาพยนตร์ที่มีจอภาพยนตร์ขนาดใหญ่ซึ่งแตกต่างจากจอภาพยนตร์ทั่วๆไปที่มีสัดส่วนที่ 1.85:1 โดยภาพยนตร์ของ IMAX ที่ฉายนั้นจะมีขนาดจอที่กว้าง 22 เมตร สูง 16.1 เมตร และฉายด้วยหลอดซีนอนขนาด 15 กิโลวัตต์ โรงภาพยนตร์แบบ IMAX กำเนิดขึ้นโดย บริษัท IMAX Corporation ประเทศแคนาดา โดยการฉายภาพยนตร์ที่มีความละเอียดสูงและจอขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่การฉายภาพยนตร์ IMAX นั้นเป็นแนวสารคดี ในปัจจุบันมีการใช้กล้องไอแม็กซ์ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ทั่วไป

กล้องภาพยนตร์ไอแม็กซ์นั้นเป็นกล้องที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 70 มม. ความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที ขณะที่ภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ถ่ายทำด้วยฟิล์ม 35 มม. เนื่องด้วยการถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์นั้นใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ฟิล์ม 70 มม. มีราคาแพง ซึ่งภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะมีการนำมารีมาสเตอร์จาก 35 มม. เป็น 70 มม. ในบางฉาก รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ใช้กล้องไอแม็กซ์ในบางฉากเท่านั้น ซึ่งไม่ภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องที่ถ่ายทำด้วยกล้องไอแม็กซ์ทั้งเรื่องเช่น interstellar, transformers the last knight, avatar เป็นต้น

อัตราส่วนภาพในภาพยนตร์ที่ควรรู้

เทคโนโลยีภาพยนตร์ อัตราส่วนภาพ

เมื่อได้เปิดหนังดูในเครื่องเล่นดีวีดหรือบูลเรย์ หรือแม้กระทั่งชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์เราจะสังเกตว่าความกว้างของจอภาพยนตร์นั้นมีอัตราส่วนที่แตกต่างกัน อัตราส่วนภาพนั้นคืออะไรมีความหมายอย่างไรและจำเป็นในการฉายภาพยนตร์อย่างไร

อัตราส่วนภาพ คือ ส่วนภาพบางส่วนของภาพยนตร์ที่ถูกครอปออกไปเพื่อให้สามารถรับชมได้ตามทีวี จอภาพยนตร์ เพื่อให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมในการรับชม อัตราส่วนภาพหรือในวงการภาพยนตร์เรียกกันว่า แอสเป็กเรโซของภาพ (Aspect Ratio) จุดเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1930 โดย โทมัส เอดิสัน เป็นผู้คิดค้นอัตราส่วนภาพเพื่อใช้กับฟิล์ม 70 มม. ในยุคนั้นเมื่อวัดอัตราส่วนได้เป็นสัดส่วนคือ 4:3 นิยมใช้กันมากซึ่งเข้ากับโทรทัศน์ในยุคนั้นอัตราส่วน 4:3 มีการใช้มายาวนานถึง 35 ปี ซึ่งใช้ได้กับวัสดุเครื่องเล่นอย่าง วีดีโอ, วีซีดี เป็นต้น

ต่อมาวงการภาพยนตร์มีการถ่ายทำในอัตราส่วน 2.39:1เป็นอัตราส่วนใช้กับจอภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์ โดยการครอบส่วนภาพด้านล่างออกเมื่อชมในโทรทัศน์ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีขอบดำอยู่ด้านบนและด้านล่างของจอภาพ โดยการฉายในโรงนั้นเป็นอัตราส่วนนี้เนื่องจากจอภาพยนตร์มีลักษณะกว้าง ซึ่งโทรทัศน์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้อัตราส่วน 16:9 ซึ่งภาพยนตร์บางเรื่องถ่ายทำในอัตราส่วนนี้เมื่อนำมาชมบนโทรทัศน์จะเห็นเป็นภาพเต็มจอ แต่จะมีขอบดำนิดหน่อย ซึ่งภาพในอัตราส่วนนี้มีความละเอียดแบบ HD และ Full HD

ต่อมาโรงภาพยนตร์ IMAX มีจอภาพยนตร์ที่มีขนาดใหญ่มากและถ่ายทำด้วยกล้องความละเอียดสูงในอัตราส่วน 1.85:1 ซึ่งจอจะมีความสูงกว่า จอภาพยนตร์ของโรงภาพยนตร์ทั่วไป ปัจจุบันส่วนมากภาพยนตร์ที่ฉายตามโรงภาพยนตร์จะฉายในระบบภาพ 2.39:1 ซึ่งเป็นจอกว้าง หรือ สี่เหลี่ยมผืนผ้านั่นเอง