โฮโลแกรม อีกหนึ่งเทคโนโลยีภาพยนตร์ในอนาคต

โฮโลแกรม เทคโนโลยีการนำเสนอภาพเสมือนจริงโดยการฉายจากเครื่องฉายภาพให้ปรากฏในรูปแบบภาพเสมือนโดยไม่ต้องใช้จอภาพยนตร์ จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาอย่างกว้างขวางมากแม้ว่าจะมีการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็น วงการแพทย์, คอนเสิร์ต หรือนิทรรศการต่างๆ ซึ่งในอนาคตนั้นเราอาจจะได้เห็นการนำเสนอเทคนิคสื่อภาพยนตร์แบบโฮโลแกรม หากเราเคยชมภาพยนตร์ชุด Star Wars หรือ Iron Man จะเห็นฉากการแสดงภาพแบบโฮโลแกรมที่สามารถสื่อสารและแสดงการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจัดว่าเป็นไอเดียและเทคโนโลยีที่กำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นในอนาคตแล้ว สำหรับวงการภาพยนตร์นั้นก็มีการพัฒนาเอาเทคโนโลยีโฮโลแกรมจะใช้ในการฉายภาพยนตร์เสมือนจริงที่ดำเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้ชมสามารถมองเห็นภาพเสมือนจริงที่แตกต่างจากภาพสามมิติ เสมือนเรากำลังอยู่ใกล้กับเหตุการณ์นั้นหรือบุคคลนั้นๆด้วย

เทคโนโลยีโฮโลแกรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึงแสง 3 มิติลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นนั้นจับต้องโอบกอดได้ที่เรียกว่า “3D Hologram” แนวคิดโฮโลแกรมนี้มีการกล่าวถึงกันมานานเป็นหลายสิบปีแล้วในวงการนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ Sci-Fi เช่นในหนังสือเรื่อง The Foundation ของ Isaac Asimov

โฮโลแกรมนี้ถูกค้นพบโดยเดนนิส กาบอร์ (Dennis Gabor, 1900-1979) วิศวกรไฟฟ้าชาวฮังการี ในวันอีสเตอร์ ปี ค.ศ. 1947 โดยกาบอได้ค้นพบหลักการของโฮโลกราฟีโดยบังเอิญ ในระหว่างที่พัฒนาปรับปรุงคุณภาพของกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่บริษัท British Thomson-Houston ที่เมือง Rugby ประเทศอังกฤษ. จากการค้นพบนี้ กาบอได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1971 เทคนิคที่คิดค้นเดิมยังใช้อยู่ในกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อภาพสามมิติอิเล็กตรอน แต่ภาพสามมิติเป็นเทคนิคแสงซึ่งไม่ได้มีการพัฒนาอย่างจริงจัง จนกระทั่งมีการพัฒนาของเลเซอร์ในปี 1960 ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งคณะนักวิจัยของสหรัฐอเมริกาสามารถคิดค้นการยิงภาพโฮโลแกรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถฉายภาพ 3 มิติแบบเคลื่อนไหวคล้ายกับมีชีวิตจริง ซึ่งในปัจจุบันโฮโลแกรมสามารถพัฒนาการฉายภาพให้สามารถมองเห็นได้ 360 องศา รวมถึงภาพบุคคลต่างๆที่มีขนาดเท่าคนจริง เช่น คอนเสิร์ตรำลึก ไมเคิล แจ็คสัน ที่มีการฉายภาพนักร้องดังผู้นี้กำลังแสดงร้อง เต้น ที่เสมือนจริง ปกติแล้วการสร้างภาพ 3 มิติจะใช้หลักการเดียวกันคือ การฉายภาพให้ตาแต่ละข้างเห็นภาพต่างมุมมองกัน ตาทั้งสองรับภาพไม่เท่ากันจะสามารถรู้ระยะ ตื้น ลึกได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ชมจะต้องสวมแว่นตาพิเศษ แต่เทคโนโลยีโฮโลแกรม 3 มิติไม่ใช้แว่นตาพิเศษ